“ครัวกลาง” มาตรฐานอาหารเด็กเมืองสุรินทร์

“ครัวกลาง” มาตรฐานอาหารเด็กเมืองสุรินทร์
จากข้อมูลขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 ระบุว่า เด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ทุก 1 ใน 6 คน มีภาวะทุพโภชนาการ นั่นหมายถึงเด็กไทยกำลังเผชิญเรื่องการขาดสารอาหารและได้รับสารอาหารบางอย่างมากเกินความต้องการของร่างกาย จนส่งผลต่อพัฒนาการในด้านที่สำคัญ เช่น การเรียนรู้ และร่างกายแคระแกร็น ผอมแห้ง หรือ อ้วน เป็นต้น มิหนำซ้ำเมื่อกลับมาดูหน่วยงานที่ดูแลและอยู่ใกล้ชิดกับเด็กอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในแต่ละแห่งก็พบว่า ที่ผ่านมาในการที่จะพัฒนาระบบโภชนาการของเด็กนั้นยังติดขัดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการจัดการงบประมาณที่มีจำกัด ทักษะการประกอบอาหารและรวมถึงความเข้าใจในด้านโภชนาการของแม่ครัว เป็นต้น
ที่เทศบาลตำบลเมืองแก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่นี่นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องข้าวหลามอร่อยรวมถึงการปั้นโอ่งที่เลื่องชื่อแล้ว ที่นี่ยังเป็นต้นแบบของโครงการจัดการโภชนาการที่เรียกว่า “ครัวกลาง” ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนการสร้างระบบโภชนาการอาหารที่เหมาะสมของเด็กๆในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาล
“ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่าคนที่รับจ้างทำอาหารเขาใส่อะไรลงไปบ้าง ได้สัดส่วนตามหลักคุณค่าโภชนาการหรือเปล่า พอหักต้นทุนการผลิตแล้วไม่รู้เด็กๆจะได้กินอาหารแค่ไหน และถ้าให้ครูเป็นคนทำอาหารเอง ครูก็ต้องไปจ่ายตลาดหรือฝากซื้อกับรถขายผัก เราก็ไม่รู้อีกว่าวัตถุดิบที่ได้มาจะสะอาดและปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ซึ่งครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ถูกฝึกมาในเรื่องนี้ ที่สำคัญคุณครูต้องมาพะวงกับการเตรียมอาหารแทนที่จะเอาเวลาไปเตรียมการสอนและทุ่มเทการสอนให้เต็มที่” นี่คือข้อมูลที่สุรศักดิ์ สิงหาร ปลัดหนุ่มอารมณ์ดีแห่งเทศบาลตำบลเมืองแกเล่าให้ฟังถึงปัญหาในช่วงก่อนทำโครงการ ที่ระบบการจัดสรรอาหารให้เด็กๆไม่เป็นระบบและไม่ได้มาตรฐาน
เมื่อมองเห็นสภาพปัญหาอย่างนี้ เทศบาลตำบลเมืองแกจึงเดินเครื่องเต็มที่เพื่อหารูปแบบการจัดการที่ดีภายใต้งบประมาณค่าอาหารที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นมื้อละ 20 บาทต่อเด็กหนึ่งคน โดยการรวมเงินจากเดิมที่กระจายไปยังศูนย์ต่างๆทั้ง 4 ศูนย์ มาอยู่ที่เดียวกัน จากนั้นก็จัดหาแม่ครัว 3 คน มาประจำที่โรงครัวของเทศบาล ซึ่งสภาเทศบาลได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างโรงครัวจำนวน 817,000 บาท ที่ใช้พื้นที่ในเขตเทศบาลเป็นสถานที่ตั้ง หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาทีมโดยการส่งแม่ครัวและเจ้าหน้าที่ไปอบรมโภชนาการสมวัยที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือสสส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณโครงการที่ได้จัดหลักสูตรให้ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจกระบวนการจัดการอาหารกลางวันและปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการจัดการอาหาร เช่น หลักในการซื้อวัตถุดิบ เทคนิคการเตรียม การปรุงและการประกอบอาหาร หลักในการจัดทำเมนูหมุนเวียนในรอบ 1 เดือน รวมถึงเรื่องความสะอาดด้านสุขาภิบาลอาหารและโรงครัว โดยมีโปรแกรม Thai School Lunch หรือระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียน ซึ่งเป็นโปรแกรมออนไลน์อัตโนมัติเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของแม่ครัวและเจ้าหน้าที่
ครัวกลางของเทศบาลตำบลเมืองแกนั้นเน้นการมีส่วนร่วมของครูศูนย์และชุมชนเป็นที่ตั้ง โดยในแต่ละสัปดาห์ครูศูนย์จะสลับกันส่งเมนูอาหารมาที่แม่ครัวเพื่อให้เกิดการควบคุมเมนู ที่สำคัญวัตถุดิบที่ทำอาหารเกือบทั้งหมดกว่าร้อยละ 80 มาจากชุมชนและอาหารเหล่านี้ก็รับประกันว่าเป็นพืชผักไร้สารแน่นอน เพราะวัตถุดิบถูกส่งมาจากแปลงเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในโรงครัวก็มีทำเนียบวัตถุดิบที่บอกชนิดอาหาร ที่ตั้งแปลงเกษตร และชื่อพร้อมรูปถ่ายเจ้าของไว้อย่างดี นับเป็นการกระจายรายได้และสร้างระบบที่มาตรฐานให้กับประชาชนในพื้นที่อันเป็นผลที่งอกเงยตามกันมา
คำแสน ลักขษร ตัวแทนกลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านเมืองแกซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่มีรายได้จากโครงการครัวกลาง เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้กลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านเมืองแกมีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด 27 คนและกลุ่มได้ทำงานมา 7 ปีแล้ว ซึ่งการที่เทศบาลได้สนับสนุนโดยการซื้อข้าวอินทรีย์ของกลุ่มถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทำให้ได้ขายข้าวในราคาที่ดีกว่าตลาดทั่วไป นับเป็นการเสริมกำลังใจให้สมาชิกกลุ่มเป็นอย่างดีและที่สำคัญเด็กๆในชุมชนก็ได้กินข้าวที่ปลอดภัยด้วย
เท่านี้ยังไม่พอ เพราะปลัดบอกว่า ต่อให้เราทำอาหารกลางวันดีแค่ไหน แต่ถ้าผู้ปกครองไม่เข้าใจในหลักโภชนาการและที่สำคัญถ้าอาหารอีก 2 มื้อที่เหลือทั้งเช้าและเย็นที่เด็กๆต้องกินอยู่บ้านไม่ถูกหลักโภชนาการ สิ่งที่โครงการพยายามทำก็อาจจะสูญเปล่า ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องไปหาและพูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
โครงการกิน กอด เล่น เล่า ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณะสุข เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เทศบาลตำบลเมืองแกร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้นำมาดำเนินการ โดยให้ครูศูนย์ทำกิจกรรมกับผู้ปกครอง ทั้งการจัดอบรมและการลงพื้นที่ให้คำแนะนำผู้ปกครองเพื่อกระตุ้นให้บ้านแต่ละหลังทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กๆและผู้ใหญ่ผ่านวิธีการ กิน นั่นคือ ให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงหลักการทำอาหารที่มีโภชนาการสมวัยให้กับเด็กๆ กอด ก็คือการมอบความรักความอบอุ่นให้เด็กๆโดยการกอด เล่น ก็คือการเล่นกับเด็กๆตามเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและ เล่า ก็คือการอ่านหนังสือให้ฟัง หรือการเล่านิทาน อันจะเป็นการสร้างจินตนาการที่ดีให้กับเด็กๆ
เบญจวรรณ ปามา หนึ่งในผู้ครองนักเรียนที่ได้ร่วมทำกิจกรรมผ่านโครงการกิน กอด เล่น เล่า บอกว่า “หลังจากที่มีโครงการตอนนี้ลูกชอบกินผักมากขึ้น อาจเป็นเพราะที่ศูนย์เด็กคุณครูหัดให้กินและที่สำคัญตนเองก็มีความเข้าใจในเรื่องโภชนาการมากขึ้น เช่น ตอนนี้ทุกเช้าก็มักทำกับข้าวพวกต้มจืดใส่หมูและตอนเย็นก็ไม่ขาดผักเหมือนกัน รวมถึงตอนเย็นก่อนนอนถ้ามีโอกาสก็มักเล่านิทานให้ฟังเพื่อสร้างความอบอุ่นให้เขา ซึ่งตอนนี้ก็เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นหลายอย่าง”
นี่แหละคือโครงการที่เรียกว่า “ครัวกลาง” ของเทศบาลตำบลเมืองแก ที่พอลงมือทำแล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องการจัดการโภชนาการอาหารหากแต่โยงไปหลายเรื่องทั้งเรื่องการกระจายรายได้ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมความรักความอบอุ่นในครอบครัวและที่สำคัญทุกคนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเสมือนหนึ่งว่าเราเป็นเจ้าของร่วมกัน
โครงการครัวกลางของเทศบาลเมืองแก นับเป็นต้นแบบที่ดีที่ทำให้เกิดระบบการจัดการโภชนาการที่ดีให้กับเด็กๆซึ่งเหมาะสมตามวัยที่ควรจะเป็น เพื่อเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เหมาะสม เป็นการแบ่งเบาภาระของคุณครู อีกทั้งผู้ปกครองเองก็อุ่นใจว่าลูกหลานได้กินอาหารตามหลักโภชนาการ แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ทุกคนต้องร่วมกันทำงานอย่างหนักและที่สำคัญผู้บริหารเทศบาลต้องเปิดใจพร้อมที่จะร่วมพัฒนา กระทั่งยอมควักกระเป๋าลงทุน เพราะผู้ได้รับประโยชน์นั้นไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นลูกหลานที่อยู่ในชุมชนนั่นเอง