หมู่บ้านเป็นไท : ประชาธิปไตยเราทำเอง

หมู่บ้านเป็นไท : ประชาธิปไตยเราทำเอง

สุรินทร์คือถิ่นที่ผมมาบ่อยๆทั้งการมาแบบผ่านๆและการมาอยู่แบบแรมคืนหรือกระทั่ง 2 – 3 คืน เมืองสุรินทร์มีประเด็นทางสังคมหลายอย่างให้คนทำงานอย่างพวกเราต้องทำและมาเรียนรู้ และทุกครั้งที่มาสุรินทร์ เมืองแห่งนี้ก็ไม่เคยทำให้ต้องผิดหวัง ผมไม่ได้ชื่นชมเมืองสุรินทร์เพราะเพียงแค่อยากจะเขียนบทความให้สวยงามและไม่ใช่เป็นเพราะมุมมองในเชิงอุดมการณ์ที่สวยหรูแต่ประการใด แต่สิ่งที่อยากบอกเล่าล้วนเกิดจากความประทับใจและชื่นชมในความงดงาม เข้มแข็ง มั่นคง บนฐานของความต้องการและเป็นประโยชน์ของคนสุรินทร์อย่างแท้จริงๆ

และเช่นเดียวกัน การมาสุรินทร์เที่ยวนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ผมได้เห็นความงดงามและความตั้งใจของคนสุรินทร์ผ่านหมู่บ้านเล็กๆที่มีจำนวนครัวเรือน 214 หลังคา หมู่บ้านแห่งนี้ชื่อว่าบ้านสำโรง ตั้งอยู่ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ด้วยระยะห่างจากตัวเมืองแค่ประมาณ 7 กิโลเมตร หมู่บ้านแห่งนี้จึงจัดว่าเป็นชุมชนกึ่งเมือง เพราะจะว่าอยู่เขตนอกเมืองก็ไม่ใช่หรือจะจัดว่าอยู่ในเมืองก็ไม่เชิง เมื่อช่วง 3 ปีก่อน ที่นี่จัดว่าเป็นหมู่บ้านที่มีปัญหาเข้าขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องสารเคมีในแปลงเกษตรในเขตหมู่บ้าน

ผู้ใหญ่บ้านพีรวัศ คิดกล้าหรือผู้ใหญ่บ้านอึ่ง ผู้นำรุ่นใหม่ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของชาวบ้านที่นี่ เล่าให้ฟังว่า “หมู่บ้านเรามี 67 ครัวเรือน ที่มีอาชีพปลูกผักสวนครัวขาย ดังจะเห็นได้จากจำนวนผักในตลาดสดเมืองสุรินทร์ประมาณร้อยละ 50 เป็นผักจากบ้านสำโรง และในช่วงก่อนหน้านี้ทุกครัวเรือนใช้สารเคมีไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า อีกทั้งยังมีฮอร์โมนและสารเร่งต่างๆ และในช่วง 5 ปีก่อนมีคนเสียชีวิตจากสารเคมีอย่างน้อย 3 ราย” นี่จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้เดิมทีจัดว่าอยู่ในขั้นวิกฤติเกี่ยวกับพิษภัยของสารเคมี

ถึงแม้ที่ผ่านมาบางคนอาจรวยจากการปลูกผักขายในตลาด แต่สุขภาพนั้นแสนย่ำแย่ ไม่เพียงเท่านั้นปัญหานี้ถูกขยายไปสู่ปัญหาอื่นๆ หลายครอบครัวเลิกราเพราะปัญหาติดเหล้า เยาวชนในหมู่บ้านหลายคนเป็นเด็กแว้น ติดยาเสพติด อีกทั้งปัญหาผัวเมียทะเลาะวิวาทก็นับเป็นปัญหาโลกแตกที่ชุมชนเผชิญ ด้วยเพราะทุกคนคิดว่าการได้มาซึ่งเงินนั้นจะนำพาชีวิตให้มีความสุขได้ แต่เงินกลับเป็นต้นตอของปัญหา เพราะพวกเขาจัดการเงินไม่เป็น การทำเกษตรของที่นี่ในอดีตก็เหมือนชุมชนที่อื่นๆที่ทุกคนมองแต่เงินปลายทางแต่ไม่มองเงินต้นทางว่าใช้จ่ายหรือลงทุนอะไรไปบ้างในช่วงการผลิต มิหนำซ้ำต้องกลายเป็นหนี้แบบงูกินหางเพราะการใช้เงินแบบยืมหนี้มาปลดหนี้ แต่พอเริ่มทำโครงการไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาแค่ 3 ปี พวกเขาแก้ปัญหาที่แทบเรียกได้ว่าครบวงจรครอบคลุมทุกปัญหา ไม่เฉพาะเรื่องสารเคมีหากแต่รวมถึงปัญหาอื่นๆที่เป็นปัญหาในชุมชน ถึงแม้จะยังแก้ไม่เสร็จทั้งหมดแต่ก็นับว่าก้าวหน้ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ คำถามคือพวกเขาทำได้อย่างไร?

ประเด็นเรื่องการลดใช้สารเคมีในหมู่บ้านเริ่มต้นขึ้น เมื่อทีมผู้นำได้ข้อมูลการประชาสัมพันธ์โครงการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทั่งได้ศึกษาแนวคิดและรูปแบบกรอบโครงการและเห็นว่าเป็นเรื่องที่สนับสนุนให้ชุมชนรวมกลุ่มเพื่อก่อตัวที่เรียกว่า “สภาผู้นำชุมชน” โดยชุมชนจะต้องเลือกประเด็นอย่างน้อย 1 เรื่องที่ชุมชนเห็นว่าเป็นปัญหาและอยากแก้ไข ดังนั้น บ้านสำโรงจึงเลือกปัญหาเรื่องสารเคมีในหมู่บ้านมาเป็นประเด็นในการทำงาน

การทำงานของสภาเริ่มต้นด้วยการประสาน สร้างทีมงานในหมู่บ้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวแทนโครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ กรรมการหมู่บ้านที่ทุกคนยินยอมพร้อมใจ 15 คน ตัวแทนและประธานกลุ่มทุกกลุ่ม ได้แก่ อสม 10 คน ตัวแทนกลุ่มสตรี 2 คน ตัวแทนเยาวชน 2 คน ตัวแทนชมรมผู้สูงอายุ 4 คน ตัวแทนกองทุนหมู่บ้าน 2 คน ตัวแทนกลุ่มสตรีออมทรัพย์ 2 คน ตัวแทนกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง 2 คน ตัวแทนกลุ่มปลูกผัก 4 คน ประธานคุ้ม 6 คน นอกจากนี้ยังมีการคัดเลือกและเชิญผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เช่น ปราชญ์ จิตอาสาโดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือฝ่ายที่ขัดแย้งมาอีก 4 คนจากการคัดสรรค์ ประชาคมและรับสมัคร ในที่สุดก็เกิดเป็นสมาชิกเพื่อทำงานในสภาชุมชนจำนวน 53 คน โดยมีที่ปรึกษาเป็นหน่วยงานภาคีในหมู่บ้าน คือ ครู เจ้าหน้าที่รพสต. เจ้าหน้าที่ อบต. และเจ้าอาวาสวัด เป็นต้น

พ่อสุทัศน์หนึ่งในแกนนำสภาชุมชนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาในฐานะตัวแทนกลุ่มจิตอาสาเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเคยเห็นพ่อแม่เป็นหนี้และต้องคอยหลบหน้าเจ้าหนี้ จึงต้องทำงานช่วยพ่อแม่ใช้หนี้ โชคดีที่แกเป็นลูกชายที่ขยันมาก จนสามารถทำงานเกษตรด้วยการปลูกผักและใช้หนี้ให้พ่อแม่ด้วยระยะเวลาแค่ 3 ปี แต่ช่วงนั้นก็เป็นการทำเกษตรที่ใช้สารเคมีจนร่างกายผอมโซ เพราะยิ่งใช้แมลงก็ยิ่งดื้อยา ต้องได้เร่งสารเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่าร่างกายไม่ไหวและต้นทุนการผลิตก็สูง ดังนั้น จึงคิดหาวิธีลดต้นทุนและหาแนวทางเพื่อให้ร่างกายดีขึ้น จึงคิดค้นสูตรด้วยการพึ่งพาธรรมชาติในรูปแบบต่างๆจนดีขึ้น แต่ช่วงนั้นก็ถือว่าเป็นการทำตามลำพังไม่ได้ปรึกษาหารือกับใคร ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกและก้มหน้าก้มตาทำกับตัวเองและไม่มองเพื่อนบ้านรอบข้าง ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่เรามีสภาผู้นำชุมชน

“ ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะตั้งสภาได้ วันแรกที่ประชุมผมก็ไปผมนั่งข้างหลัง ผู้ใหญ่ถามว่าใครเดือดร้อนอะไร ใครมีปัญหาอะไร ใครอยากให้หมู่บ้านเราเป็นแบบไหน ต่างคนต่างก็ยกมือ ชาวบ้านก็เถียงกัน ผมก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ไหม เราต้องพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล เราต้องตั้งกฎก่อน ใครจะพูดอะไรก็ต้องให้เกียรติไม่ใช่มีแต่แซวกัน เพราะบางคนก็เมา ผู้ใหญ่ก็เลยว่าเราต้องตั้งกฎของเราในสภา” คำพูดของพ่อสุทัศน์ที่เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศวันแรกของการมีสภาในหมู่บ้านที่พ่อสุทัศน์เป็นผู้เสนอว่าต้องมีการตั้งกฎในสภา และต่อมาสภาผู้นำชุมชนบ้านสำโรงก็ถูกพัฒนาแนวทางจากการมีส่วนร่วมของสมาชิกกลายเป็นกฎ 4 ข้อที่สมาชิกต้องปฏิบัติร่วมกัน ได้แก่ (1) ต้องมาร่วมประชุมทุกเดือน เวลา 19.00 น (2) ต้องไม่ดื่มและเมาสุรามาประชุม (3) ต้องใส่เสื้อสภาผู้นำมาประชุมทุกครั้ง และ (4) ต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกคน ยกมือก่อนลุกขึ้นพูด และไม่โห่ ติเตียน

จากจุดเริ่มต้นของการตั้งสภาเพราะต้องการแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีในหมู่บ้าน แต่ด้วยเพราะการมีสภาที่เข้มแข็งและทุกคนเห็นประโยชน์ร่วมกัน ทำให้วันนี้สภาผู้นำชุมชนทำงานได้เกินเป้าหมายและขยายไปสู่การพัฒนาหมู่บ้านที่ครบวงจร ที่สำคัญพวกเขาได้ร่วมกันสร้างเครื่องมือที่เรียกว่าแบบติดตามและประเมินครัวเรือนน่าอยู่ โดยแบ่งทีมติดตามคุ้มต่างๆทั้ง 6 คุ้มๆละ 8-10 คน ให้มีการออกตรวจประเมินครัวเรือนน่าอยู่ทุก 2 เดือน ตามเกณฑ์ที่สภาได้ร่างประชุมประชาคมรับรอง และนำผลมาสรุปในที่ประชุมมาสะท้อนผลสู่ประชาคมหมู่บ้านและเสียงตามสาย เพื่อนำผลและข้อเสนอแนะไปวางแผนและปรับปรุงให้ดีขึ้น นำมาซึ่งสัญญาใจ 5 ข้อและทุกครัวเรือนต้องทำร่วมกัน นั่นคือ (1) ให้ทุกครัวเรือนปลูกผักปลอดสารเคมีครบ 5 ชนิด (2) ครัวเรือนมีการคัดแยกขยะและสะอาดสิ่งแวดล้อมดี (3) ครัวเรือนปลอดเหล้าไม่มีเหตุทะเลาะวิวาทให้ครัวเรือนอื่นรำคาญ (4) ให้แต่ละบ้านหาวิธีการเพื่อไม่มีลูกน้ำยุงลาย และ (5) ให้ทุกครัวเรือนส่งตัวแทนร่วมประชุมประจำเดือนและกิจกรรมหมู่บ้านในโอกาสต่างๆ

แต่ที่เล่ามาทั้งหมดใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค เพราะกว่าจะทำได้อย่างนี้ ชุมชนต้องผ่านร้อนผ่านหนาวและทุกคนต้องทำงานหนักด้วย งบประมาณในปีแรกที่ชาวบ้านได้แค่แสนกว่าบาท แต่ด้วยระยะเวลาแค่ 3 ปี ก็ถือว่าที่นี่ทำงานได้เกินคาดหรือถ้าคิดเป็นเงินก็เรียกว่าเกินล้านหรืออาจคิดมูลค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับความสุขที่ชุมชนได้รับ

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จะเรียกว่าประชาธิปไตยแบบไหนก็สุดแล้วแต่ แต่ที่แน่ๆมันเป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนในหมู่บ้านช่วยกันออกแบบอันเนื่องมาจากความต้องการแก้ปัญหาปากท้องและความประสงค์ของทุกคน และพวกเขาก็ไม่ใช่นักเสียสละที่ยิ่งใหญ่อะไร เพราะถ้าเราเดินตามบ้านแต่ละหลังก็จะเห็นบ้านเรือนที่สะอาด ฝาโอ่งปิดสนิทเพื่อกันยุงลาย มีพืชสมุนไพรและผักปลอดสารตามพื้นที่ว่างรอบๆบ้านและการคัดแยกขยะเพื่อเตรียมขาย นี่คือสิ่งที่ทุกคนทำเป็นปกติและทำเพื่อบ้านเรือนของตัวเอง หากแต่ทุกคนพร้อมใจกันทำและต่างก็เข้าใจว่าถ้าทำบ้านของตัวเองให้สะอาดในที่สุดก็จะกลายเป็นชุมชนน่าอยู่ นี่จึงเป็นระบบที่ทุกคนเห็นประโยชน์ร่วมกันและระบบนี้ก็เดินไปเรื่อยๆโดยไม่มีการบังคับใดๆ

สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านอึ่งย้ำถึงเรื่องประชาธิปไตยชุมชนว่า ประชาธิปไตยที่นี่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง จริงๆเราไม่อยากใช้คำว่าประชาธิปไตย อาจจะเรียกว่าเป็นการร่วมคิดร่วมทำ ซึ่งคนที่มาร่วมคิดร่วมทำไม่ได้เสียเงิน ไม่ได้ซื้อเสียงเข้ามา แต่เป็นตัวแทนที่มีเกณฑ์มาจากความไว้เนื้อเชื่อใจและที่สำคัญชุมชนต้องให้การยอมรับโดยสนิทใจ อย่างไรก็ตามคนที่เข้ามาทำงานร่วมกันก็ไม่ได้แตกต่างจากการเลือกตั้ง เพราะทุกคนคือตัวแทนของสมาชิกกลุ่มตามรูปแบบต่างๆในหมู่บ้าน ดังนั้น ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของบ้านสำโรงคือการมีเวทีให้ทุกคนได้พูดคุยและเปิดโอกาสให้คุยได้ทุกเรื่องแล้วยอมรับฟังความเห็นของทุกคนถึงคนนั้นจะพูดดีไม่ดีอย่างไรก็ต้องรอให้พูดจบก่อนเพราะอย่างน้อยๆพูดสิบคำอาจมีดีสักหนึ่งคำ และทุกคนพูดไม่ใช่เอาแพ้ชนะหากแต่เป็นการถกเถียงเพื่อหาทางออกและแนวทางการทำงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนร่วมกัน

นี่แหละคือประชาธิปไตยบ้านสำโรง ประชาธิปไตยที่พวกเขาออกแบบเพื่อคืนชุมชนที่น่าอยู่ให้กับพวกเขาเอง

…………..

กมล หอมกลิ่น มูลนิธิสื่อสร้างสุข