เทศบาลนครอุบลฯ รับแจ้งความจำนงขอรับการสงเคราะห์ช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบจากอุทุกภัย ประจำปี 2557 กรณีบ้านเรือนเสียหาย

     นางสาวสมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดอุทกภัยภายในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี และได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นมีบ้านเรือนและทรัพย์สินถูกน้ำท่วมเป็นเวลาหลายวันได้รับความเสียหายนั้น เทศบาลนครอุบลราชธานีจะได้ดำเนินการสำรวจบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายบ้านเรือนที่ให้แล้วเสร็จตามกำหนด

     เทศบาลนครอุบลราชธานี จึงประกาศให้เจ้าของบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่ไม่มีชื่อตามที่เจ้าหน้าที่ลงสำรวจ ให้แจ้งความจำนงขอรับการช่วยเหลือได้ที่ศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือ กองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครอุบลราชธานี หรือกับเจ้าหน้าที่ที่ออกสำรวจ ตั้งแต่วันที่ 1 – 20 กันยายน 2557 พร้อมทั้งแนบเอกสารดังต่อไปนี้

1. สำเนาทะเบียนบ้าน ฉบับเจ้าบ้าน (หลังที่ได้รับความเสียหาย) จำนวน 2 ฉบับ

2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  (ของเจ้าบ้านหลังที่ได้รับความเสียหาย) จำนวน 2 ฉบับ

3. ภาพถ่ายขณะเกิดภัย และภายหลังน้ำลด   จำนวน 2 ชุด

กรณีบ้านไม่มีเลขที่บ้าน ให้ปฏิบัติดังนี้

1.  ให้ยื่นคำร้องขอหนังรับรองบ้านไม่มีเลขที่ ที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครอุบลราชธานี พร้อมทั้งเตรียมเอกสารดังนี้

1.1  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  จำนวน 1 ฉบับ

1.2  สำเนาทะเบียนบ้านที่ตนอาศัยอยู่ จำนวน 1 ฉบับ

2.  เมื่อได้รับหนังสือรับรองบ้านไม่มีเลขที่แล้ว ให้ไปยื่นความจำนงขอรับความช่วยเหลือที่      ศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครอุบลราชธานี พร้อมทั้งเตรียมเอกสารหนังสือรับรองบ้านไม่มีเลขที่ (ฉบับจริง) สำเนาประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่ตนอาศัยอยู่อย่างละ 2 ฉบับ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครอุบลราชธานี โทร 045-246060-2 ต่อ 183 หรือ 045 – 241442 หรือ www.cityub.go.th

นรข.สนธิกำลังจับผู้ต้องหาตัดไม้ชิงชันในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

อุบลราชธานี – นรข.โขงเจียม สนธิกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เดินเท้าจับกลุ่มมอดไม้ลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ได้ผู้ต้องหา 4 คน ยึดไม้ชิงชันแปรรูปขนาดใหญ่ มูลค่ากว่า 4 แสนบาท

น.อ.เฉลย เกษมคุณารักษ์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความเรียบร้อยตามลำน้ำโขง สั่งการให้สถานีเรืออำเภอโขงเจียม สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เข้าจับกุมกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ทิศตะวันตกเฉียงเหนือบ้านดงนา หมู่ที่ 5 ต.หนามแท่ง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี

สามารถจับผู้ต้องหาลักลอบตัดไม้ได้ 4 คน ประกอบด้วย นายสุขสันต์ เจริญชาติ อายุ 22 ปี นายสมปราท ไชยพันโท อายุ 26 ปี นายฤหวัน ภาระเวชอายุ 23 ปี และนายสมใจ อ่อนพันธ์ อายุ 34 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่ม พร้อมยึดไม้ชิงชันแปรรูปเป็นท่อนเหลี่ยมขนาดใหญ่ยาวท่อนละ 1.50 เมตร จำนวน 27 ท่อน คิดเป็นปริมาตรไม้ได้ 2.06 ลูกบาศก์เมตร มูลค่ากว่า 4 แสนบาท ยึดรถเข็นใช้ลำเลียงไม้จากจุดตัดมาที่ท่าน้ำแม่น้ำโขงอีก 3 คัน

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า ได้ตัดไม้ไปขายให้แก่นายทุนทำไม้ในประเทศไทย จึงตั้งข้อหาร่วมกับบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ ร่วมกันตัด และแปรรูปไม้หวงห้ามในเขตอุทยานแห่งชาติ คุมตัวไปดำเนินคดี พร้อมลำเลียงไม้ทั้งหมดมาตามลำน้ำโขง เพื่อนำไปเก็บไว้ที่หน่วยรักษาป่าอำเภอโขงเจียมต่อไป

สำหรับไม้ชิงชัน หากไม่ชำนาญเมื่อมองด้วยตาเปล่าจากภายนอกจะเข้าใจว่าเป็นไม้พะยูง เพราะมีลักษณะของลายไม้ และน้ำหนักเหมือนกันมาก แต่เมื่อนำกล้องมาส่องดูเนื้อเยื่อ หรือพังผืด จึงจะสามารถแยกความแตกต่างของไม้ทั้ง 2 ชนิดได้

 

ที่มาข่าว ภาพ : ASTV

เจ้าของโต๊ะจีนแจ้งจับเจ้าบ่าวเบี้ยวเงินค่าจัดเลี้ยงงานแต่ง

อุบลราชธานี – เจ้าของร้านโต๊ะจีนเมืองอุบลฯ โร่แจ้งความตำรวจ ดำเนินคดีเจ้าบ่าว หลังไปรับงานจัดเลี้ยงงานแต่ง แต่หลังเสร็จงานเจ้าบ่าวกลับเบี้ยวไม่ยอมจ่ายค่าโต๊ะจีน จัดดอกไม้ 2 แสนบาท

ค่ำวานนี้ (25 ส.ค.) พ.ต.ต.ธีรเจต ต่อน้อย พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี ได้รับแจ้งความจากนางยุพา สิมณี อายุ 43 ปี เจ้าของข้าวใหม่โต๊ะจีน ตั้งอยู่เลขที่ 666 หมู่ 4 บ้านด้ามพร้า ต.ขามใหญ่ อ.เมืองอุบลราชธานี พร้อมผู้ประกอบการจัดดอกไม้และถ่ายภาพรวม 4 คน ให้ดำเนินคดีต่อนายสุรดิษยภัทร ทรัพย์ไพศาลพาณิชย์ พนักงานบริษัทลีสซิ่งแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานีฐานฉ้อโกง

นางยุพา สิมณี เจ้าของร้านโต๊ะจีน เปิดเผยว่า เมื่อราวต้นเดือนสิงหาคมได้รับการติดต่อจากนายสุรดิษยภัทร ให้มาจัดเลี้ยงโต๊ะจีน รวมทั้งให้จัดดอกไม้ บันทึกภาพในงานมงคลสมรสของนายสุรดิษยภัทรกับเจ้าสาว ในวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยช่วงเช้าจัดที่บ้านพักของเจ้าบ่าวในหมู่บ้านอารียา บ้านนิคม ต.ไร่น้อย อ.เมืองอุบลราชธานี และช่วงเย็นจัดที่หอประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุบลราชธานี คิดเป็นมูลค่าการจัดเลี้ยงทั้งสิ้น 235,850 บาท

ปรากฏว่าหลังงานผ่านไปไม่ได้รับการชำระเงิน เมื่อพยายามติดตามทวงถามผ่านโทรศัพท์มือถือไม่สามารถติดต่อได้ ไปที่บ้านพักก็ไม่พบตัว และเมื่อตามไปที่ทำงานได้รับแจ้งจากเพื่อนร่วมงานนายสุรดิษยภัทรว่าไม่ได้มาทำงานหลายวันแล้ว ทำให้เชื่อว่าถูกเบี้ยวค่าจัดเลี้ยงแน่ จึงพากันนำเอกสารสัญญาจ้างให้ทำงานเข้ามาแจ้งความ

ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกรับแจ้งความ และจะได้ออกหมายเรียกตัวนายสุรดิษยภัทรมาเจรจาตกลงกับเจ้าทุกข์ต่อไป

ที่มาข่าว ภาพ : ASTV

ช่วยแล้ว ‘น้องไข่’ เด็กดักแด้อุบลฯ อายุ 15 ปี หนักแค่ 11 กก.

รอง ผวจ.อุบลฯ พร้อมเหล่ากาชาดรุดเยี่ยม “น้องไข่” ด.ญ.วัย 15 ที่ป่วยเป็นโรคเด็กดักแด้ ร่างกายแคระแกร็น น้ำหนักแค่ 11 กก. แม่บอกเป็นภาระอันหนักหน่วงเพราะลูกช่วยตัวเองไม่ได้ ครอบครัวก็ยากจน แต่ต้องไปรักษาที่ รพ.ในเมืองไปกลับเกือบ 400 กม.

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 26 ส.ค. 57 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบครอบครัวเด็กดักแด้ ที่บ้านเลขที่ 24 บ้านโนนเกษม หมู่ 9 ต.โนนสมบูรณ์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี พบนางคำจันทร์ ถานิชย์ อายุ 47 ปี เจ้าของบ้าน มีอาชีพทำนา ฐานะยากจน ซึ่งเป็นแม่ของ “เด็กดักแด้” ที่พบเป็นรายล่าสุด

ทั้งนี้ นางคำจันทร์ เปิดเผยว่า น.ส.เขมจิรา ถานิชย์ หรือ น้องไข่ บุตรสาวตน อายุ 15 ปี ร่างกายแคระแกร็น น้ำหนักเพียง 11 กก. สูง 105 ซม มีอาการผิวหนังแห้งแตก อักเสบ คัน เป็นแผลทั้งตัว มีเลือดซึมออกมาตามแผล ป่วยเป็นโรคเด็กดักแด้ตั้งแต่แรกเกิด พูดคุยรู้เรื่อง แต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เวลาจะนอน หรือจะนั่งแม่ต้องช่วย ปัจจุบันรักษาตัวที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อ.เมืองอุบลราชธานี โดยหมอนัดตรวจเดือนละครั้ง และต้องให้เลือดทุกเดือน เพราะเลือดไหลออกจากตัวตลอดเวลา เลือดที่ไหลเวียนในร่างกายจึงไม่พอ ที่สำคัญต้องเดินทางไป-กลับครั้งละร่วม 370 กม.

นางคำจันทร์ กล่าวอีกว่า ระยะนี้มีความลำบากเรื่องค่าเดินทางพาน้องไปหาหมอ แม้ว่าน้องจะใช้สิทธิ์บัตรทองในการรักษาก็ตาม โชคดีล่าสุด แพทย์หญิงยุจินดา เล็กตระกูล แพทย์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ได้ติดต่อให้ อบต.โนนสมบูรณ์ อำเภอนาจะหลวย ช่วยนำรถรับ-ส่ง น้องไข่ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เป็นเวลา 10 เดือน

อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมาน้องไข่และครอบครัว ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือมานานถึง 15 ปี และขาดการดูแลจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง นอกจากได้รับเบี้ยช่วยเหลือผู้พิการ เดือนละ 500 บาทเท่านั้น แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะทั้งพ่อและแม่ประกอบอาชีพรับจ้างทำนา ไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการพาน้องไข่ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย

ล่าสุด นายสุรพันธ์ ดิสสะมาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นางเสาวลักษณ์ จิรไกรโกศล พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ฯ พร้อมด้วย คณะเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ถุงยังชีพและอาหารสำหรับผู้ป่วย ให้กับครอบครัวของน้องไข่แล้ว

 

ที่มาข่าว ภาพ : ไทยรัฐ

“ม.อุบลฯ จับมือกับศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (CCKM) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ฟังเสียงเกษตรกร 3 จังหวัดอีสานใต้ พัฒนาระบบคาดการณ์ลักษณะอากาศรายฤดูกาล

ม.อุบลฯ จับมือกับศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (CCKM) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ฟังเสียงเกษตรกร 3 จังหวัดอีสานใต้ พัฒนาระบบคาดการณ์ลักษณะอากาศรายฤดูกาลเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวกับความแปรปรวนของภูมิอากาศสำหรับชุมชนเกษตรกรรม 

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภายใต้การดำเนินงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่งคงทางอาหารและปรับตัวต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภาพอากาศจังหวัดอุบลราชธานี (EFFU) จับมือร่วมกับศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ(CCKM) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสัมมนาโครงการการพัฒนาระบบคาดการณ์ลักษณะอากาศรายฤดูกาลเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวกับความแปรปรวนของภูมิอากาศสำหรับชุมชนเกษตรกรรม เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ณ โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีเกษตรร่วมสัมมนาเปิดโครงการ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธรและจังหวัดอำนาจเจริญ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทำงาน

โดยมี ผศ.ดร. อินทิรา ซาฮีร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานและกล่าวต้อนรับผู้ร่วมสัมมนา

นางสาวพรรณี เสมอภาค ผู้จัดการโครงการ (EFFU) ร่วมกล่าวต้อนรับและแนะนำการสัมมนาในครั้งนี้ โดยเสนอให้เกษตรกรให้ข้อมูล เพื่อพัฒนาระบบคาดการณ์ลักษณะอากาศรายฤดูกาลเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวกับความแปรปรวนของภูมิอากาศสำหรับชุมชนเกษตรกรรม

ดร.ปัทมา สิงหรักษ์ และนายภุมรินทร์ เตาวโรดม จากศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ(CCKM) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมนำเสนอความเป็นมาของโครงการ กล่าวว่าโครงการนี้มีระยะเวลาในการดำเนินการ 2 ปี (กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2559 )โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เสริมสร้างศักยภาพของนักวิชาการ ในการพัฒนาระบบคาดการณ์ภูมิอากาศรายฤดูกาล เพื่อปรับใช้กับชุมชนเกษตรกร 2.เพื่อสื่อสารข้อมูลระหว่างนักวิชาการกับชุมชนเกษตรกรรม ในการพัฒนาระบบคาดการณ์ภูมิอากาศรายฤดูกาล 3.เพื่อประเมินผล การใช้ข้อมูลคาดการณ์ภูมิอากาศในการปรับตัวต่อความแปรปรวนของภูมิอากาศระดับท้องถิ่นของชุมชนเกษตรกรรม และ 4. เพื่อสื่อสารกับผู้กำหนดนโยบาย ถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูลจากระบบคาดการณ์ภูมิอากาศรายฤดูกาลเพื่อการปรับตัวของชุมชนเกษตรกรรม

การประชุมสัมมนาแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อระดมความคิดเห็นความต้องการข้อมูลลักษณะอากาศที่เหมาะสมของชุมชนเกษตรกร โดยแบ่งกลุ่มให้เกษตรแต่ละพื้นที่ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มเกษตรกรรมจากอุบลราชธานี กลุ่มเกษตรกรจากอำนาจเจริญ และกลุ่มเกษตรกรจากยโสธร มีหัวข้อระดมแต่ละกลุ่มดังนี้  1. ข้อมูลที่ต้องการ/ การคาดการณ์ฝน รายสัปดาห์ รายเดือน รายสามเดือนล่วงหน้า  2.รูปแบบ/ วิธีการ ในการเผยแพร่ข้อมูล  3.การประเมินความถูกต้อง และประโยชน์ของระบบคาดการณ์

โดยสรุปการสัมมนาเกษตรกรต้องการข้อมูลการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในชุมชน  ข้อมูลทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายปี ส่วนรูปแบบข้อมูลที่ต้องการ เกษตรกรต้องการรับข้อมูลเป็น ข้อความสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย กราฟแสดงฝนที่จะตกสีกราฟและคำอธิบาย  ส่วนช่องทาง สิ่งที่ชุมชนต้องการ การสื่อสารข้อมูลผ่านดังนี้  ทางข้อความทางโทรศัพท์(SMS) ,ทางเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูล , วิทยุชุมชน ,ส่งผ่านข้อมูลทางผู้นำชุมชนในช่วยประชาสัมพันธ์ ,ทำประกาศติดตามศาลากลางหมู่บ้านและวัด ,จัดทำปฏิทินการคาดการณ์ภูมิอากาศแบบเข้าใจง่ายในชุมชนเข้าใจ  ,โซเซียลมีเดีย (facebook/Line )  ,วารสาร ข้อมูลจาก CCKM และจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่

กิจกรรมต่อไป จะมีการลงพื้นที่ เพื่อพัฒนาระบบการคาดการณ์ฯ สู่การจัดตั้งจัดตั้งศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในชุมชน เพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสารการคาดการณ์สภาพอากาศระหว่างศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ(CCKM) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและชุมชนต่อไป

รับน้องใหม่ ม.อุบล รุ่นพี่ชวนสวดมนต์-นั่งสมาธิ

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีสำหรับกิจกรรมรับน้องใหม่ของชาวมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ พร้อมกับนักศึกษาน้องใหม่ จำนวน 3,000 กว่าคน นำโดยชมรมพุทธฯ นำสวดบูชาพระรัตนตรัย และพร้อมใจกันนั่งสมาธิ

สำหรับบรรยากาศการรับน้องใหม่ด้วยการสวดมนต์นั่งสมาธิ มีตัวแทนจากคณะกรรมการชมรมพุทธฯ นำโดย “แพร” นางสาวสุภาพร จันทร์หอม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ ได้นำน้องๆ นักศึกษาใหม่จำนวน 3,000 กว่าคน สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย จากนั้นได้เล่าธรรมะเรื่องเทคนิคการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย รวมทั้งเรื่องความดีสากล แล้วนำนั่งสมาธิสั้นๆ 5-10 นาทีผลที่ได้รับ คือ น้องๆ นักศึกษาใหม่รู้สึกประทับใจการนั่งสมาธิ เพราะทำให้ผ่อนคลาย และสบายใจ หลังจากผ่านกิจกรรมรับน้องมาทั้งวัน

ขณะที่ รศ.ดร.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข อธิการบดี ม.อุบล ได้กล่าวชื่นชมว่า “นี่คือคนรุ่นใหม่ ที่จะทำให้สังคมไทยดีขึ้น การปฏิวัติทุกเรื่อง เริ่มต้นจากภายในตัวเราเอง…การต่อสู้กับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ที่กลายเป็นความเคยชินมาช้านาน ต้องการกำลังใจและความอดทนอย่างมาก …ขอให้ยืนหยัดต่อไป ให้เชื่อในความถูกต้องและความดี…การไหว้พระสวดมนต์ ย่อมสูงส่งกว่าการตะโกนว๊ากน้อง หรือแกล้งให้น้องอาย หรือสั่งให้ทำในเรื่องผิดๆ อย่างแน่นอน”

 

ที่มา ข่าว ภาพ  : ASTV

สสจ.อุบลฯ จับมือเครือข่าย จัดมหกรรมสุขภาพ “อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง” ให้เกษตรกรตระหนักถึงพิษภัยจากสารเคมีทางการเกษตร

วันที่ 19 สิงหาคม 2557 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี จัดมหกรรมสุขภาพ “สังคมปลอดภัย เกษตรกรไทยปลอดสารเคมี” ณ  วัดบ้านดอนแดงใหญ่ ต.หนองเหล่า อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี โดยมีนายพีระศักดิ์ องกิตติกุล นายอำเภอม่วงสามสิบ เป็นประธานเปิดงานครั้งนี้

โดยภายในงานมีการแสดงของเด็กนักเรียน มีบูธกิจกรรมจากหน่วยงาน สถานศึกษา องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สำนักควบคุมโรคที่7 จังหวัดอุบลราชธานี วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเหล่า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รายการกินสบายใจ และอีกหลายหน่วยงาน นำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมาจัดจำหน่าย รวมทั้งมีบูธคลินิกตรวจรักษาโรคที่เกิดจากการทำงาน มาบริการเกษตรกรที่มาร่วมงานอีกด้วย

นายนายพีระศักดิ์ องกิตติกุล นายอำเภอม่วงสามสิบ กล่าวว่า อาชีพหลักของชาวบ้านอำเภอม่วงสามสิบส่วนใหญ่ก็ทำการเกษตร ฉะนั้นการใช้สารเคมีในนาข้าวก็คงจะมีบ้าง แต่อยากให้ตัวเกษตรกรได้ตระหนักถึงพิษภัยและโรคภัย ที่อาจเกิดจาการสัมผัสสารเคมีว่าอันตรายเพียงใด อยากจะให้หลีกเลี่ยง ค่อยๆลดปริมาณการใช้สารเคมีลง เพื่อสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว การจัดงานในวันนี้นับว่าเป็นสิ่งดีที่ชาวบ้านจะได้ความรู้ และวิธีการปฎิบัติตนเมื่อต้องใช้สารเคมีทางการเกษตร

โครงการรณรงค์เพื่อการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันตนเองของเกษตรกรในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช “อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง” ปลอดภัยจริงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ได้ตระหนักถึงปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ทั้งในส่วนของเกษตรกร และผู้บริโภค การนำสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาใช้ในการเกษตรเป็นจำนวนมาก ชี้ให้เห็นว่าอาชีพเกษตรกรมีความเสี่ยงที่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจากการใช้สารเคมีอย่างแน่นอน หากไม่สามารถดูแล ป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งจากสถิติการตรวจเลือดของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2555 พบเกษตรกรที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในร่างกายในระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย สูงถึงร้อยละ 30 โดยผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกรส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบผู้ป่วยมากที่สุด เป็นอันดับที่2 รองจากภาคกลาง ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ความเจ็บป่วย และการตาย เนื่องจากการสัมผัสสารเคมี

ฉะนั้นมาตรการแก้ปัญหาอีกวิธี คือ การสื่อสารสุขภาพในเรื่องความเสี่ยงและป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถช่วยให้เกษตรกรลดการเจ็บป่วยและปัญหาสุขภาพจาการสัมผัสสารเคมีได้

 

ศิริวรรณ วงศ์ทวี :  ข่าว ภาพ

 

ว.พยาบาลบรมราชชนนี จับมือสถาบันการศึกษาต่างประเทศแถบอาเซียน จัดประชุม พัฒนาความร่วมมือด้านวิจัย สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่

วันที่ 18 สิงหาคม 2557 ณ ห้องประชุมวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ได้จัดประชุมโครงการเชิงปฎิบัติการ การสร้างความร่วมมือทางด้านวิจัยระหว่างวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี ร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ ได้แก่ คณาจารย์นักวิจัยจากประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการวิจัย ศึกษารูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล

 

โดยมีนายสุระพันธ์ ดิสสะมาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละประเทศ กว่า 30 คน

ซึ่งภายในงาน ตัวแทนแต่ละประเทศได้นำเสนองานวิจัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการวิจัย แนวทางการเขียนโครงร่างงานวิจัย การสร้างเครื่องมือ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิจัย โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาในแต่ละวิทยาลัย เป็นตัวชี้วัดงานวิจัย ดังนี้ 1. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 457 คน 2. University of Sari Mutiara Meden, Indonesia จำนวน 160 คน 3. Institute of Health science Yogyakarta , Indonesia จำนวน 72 คน 4.STIKES of Wira Medika Bali, Indonesia จำนวน 245 คน 5. วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ แขวงจำปาศักดิ์ 534 คน 6. วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ แขวงสะหวันนะเขต 697 คน 7. โรงเรียนแพทย์ชั้นกลางกวางตริ (QuangTri) จำนวน 183 คน

ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนของวิทยาลัย ทำให้อาจารย์มีวิสัยทัศน์สากล สามารถนำผลวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน เกิดทักษะการเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายต่างประเทศ และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังสามารถส่งผลงานเข้าร่วมนำเสนอในเวทีระดับนานาชาติ และการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติและนานาชาติอีกด้วย

 

ศิริวรรณ วงศ์ทวี : ข่าว ภาพ

 

 

สปสช.เขต10 อุบลฯ เปิดพื้นที่ปลุกพลัง สานฝัน ฟื้นฟูสุขภาพ สร้างโอกาสให้คนพิการและผู้สูงอายุ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 โรงแรมกิจตรงวิลล์ รีสอร์ท นพ.ประทีป ธนเจริญ รองเลขาธิการสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน มหกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์เขตบริการสุขภาพที่10 อุบลราชธานี “ปลุกพลัง สานฝัน อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน”

โดยภายในงานมีเวทีเสวนา เรื่อง ปลุกพลัง สานฝัน นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการของหน่วยบริการที่แสดงผลงานการดำเนินงาน การดูแลผู้สูงอายุ ในปีที่ผ่านมา นิทรรศการการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก และการสื่อสารสำหรับคนพิการ การแสดงนิทรรศการผลผลิตฝีมือคนพิการอีกด้วย

ผู้ร่วมเวทีเสวนา คือ 1. คุณสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ 2. คุณแสงเพลิน จารุสาร ประธานศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว(พื้นที่บางแค) 3. คุณวินิจ มูลวิชา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการพิเศษ มูลนิธิธรรมมิกชนเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย และคุณสุชัย เจริญมุขยนันท เลขาธิการมูลนิธิสื่อสร้างสุข เป็นผู้ดำเนินรายการ

เริ่มต้น คุณสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ  กล่าวว่า ตนเองพิการมาแต่กำเนิด สมัยก่อน การบริการสาธารณะยังไม่สะดวกสบายเท่าปัจจุบัน เวลาจะขึ้นรถประจำทางก็โดนกีดกันบ้าง เพียงเพราะว่าเราเป็นคนพิการ แต่ปัจจุบันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้มีการใช้ชีวิตประจำวันสบายมากขึ้น ถึงแม่ตนเองจะร่างกายพิการ ก็ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจตนเอง สู้ชีวิต จนมายืนอยู่ตรงจุดนี้ สามารถช่วยเหลือผู้พิการที่ไม่ได้รับโอกาสอีกมากมายได้

ทางด้านคุณวินิจ มูลวิชา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการพิเศษ มูลนิธิธรรมมิกชนเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ถึงแม้ตนเองจะตาบอด แต่ก็ไม่ย่อท้อ พยายามศึกษา เรียนรู้อ่านภาษาเบลล์ ศึกษาการใช้เทคโนโลยี ใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารได้ ใช้คอมพิวเตอร์สำหรับคนตาบอด เพื่อสืบต้นข้อมูลที่ตนเองอยากรู้ เพื่อนำมาพัฒนางานส่งเสริมศักยภาพคนตาบอดทั่วประเทศ จริงๆแล้วมีคนตาบอดที่ยังไม่ได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพตนเองอีกเยอะ อยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยเหลือ ให้ดีกว่าเดิม

สุดท้ายคุณแสงเพลิน จารุสาร ประธานศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว(พื้นที่บางแค) กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นแม่ที่มีลูกพิการ จึงอยากจะพูดในบริบทของแม่ว่า ตนเองมีลูกสาว 3 คน คนเล็กสุด มีความพิการเป็นเด็กออทิสติก ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการเลี้ยงดูต้องเอาใจใส่มากๆ กว่าเขาจะหัดเดินได้ก็ อายุ 5 ขวบ ต้องหัดเคี้ยวอาหาร หัดตักอาหาร รวมทั้งฝึกการหายใจ เด็กที่เป็นออทิสติกจะแสดงปฎิกิริยาต่อต้านรุนแรงมาก ฉะนั้นคนในครอบครัวมีส่วนสำคัญ ต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และช่วยเหลือเขา เชื่อว่าพลังแห่งความรัก จะช่วยให้เขาอยู่ในสังคมได้ โดยไม่เป็นภาระของสังคม และไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากหน่วยงานเพียงฝ่ายเดียว

อีกทั้งนพ.ประทีป ธนกิจเจริญ ยังได้กล่าวกับผู้พิการที่มาร่วมงานว่า “สปสช.ให้ความสำคัญกับกลุ่มบุคคลพิการ ในฐานะบุคคลที่มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ มีความสามารถที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม อย่างเต็มที่ และเป็นส่วนสำคัญที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

 

ศิริวรรณ วงศ์ทวี : ข่าว ภาพ 

สปสช. เขต10 อุบลฯ จับมือ รพ.สรรพสิทธิ์ประสงค์ จัดงาน “เครือข่ายบริการไร้รอยต่อ มุกศรีโสธรเจริญราชธานี”

วันที่ 14 สิงหาคม 2557 ณ โรงแรมลายทอง นพ.เรืองศิลป์ เถื่อนนาดี  ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 10 อุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เครือข่ายบริการไร้รอยต่อ มุกศรีโสธรเจริญราชธานี” โดยมีตัวแทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกว่า 300 คน

ซึ่งผู้แทนที่เข้าร่วมมาจากโรงพยาบาลทุกแห่งในพื้นที่ 5 จังหวัด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร ทั้งจากโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลมะเร็ง โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ โรงพยาบาลเอกชน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และเจ้าหน้าที่สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

สปสช. และกระทรวงสาธารณสุข ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาระบบเครือข่ายบริการสุขภาพ พัฒนามาตรฐานการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อและรับกลับ ผู้ป่วยได้รับบริการอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ จนถึงตติยภูมิ มีเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงงานบริการทั้งภาครัฐในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร

โดยความร่วมมือระหว่าง สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และเครือข่ายบริการสุขภาพที่10 โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบริการทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงการบริการแบบครบวงจร เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง ทันเวลา และมีประสิทธิภาพ

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า เครือข่ายบริการต่างๆ มีกาสร้างและพัฒนาระบบเครือข่ายบริการอย่างเข้มแข็งจนมีผลลัพธ์ที่ดี ดังนั้น สปสช.เขต10 อุบลราชธานี ร่วมกับโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

 

ศิริวรรณ วงศ์ทวี : ข่าว ภาพ