ทหารอุบลฯยกมือไหว้ชาวนาขอบคุณที่ปลูกข้าวไร้สารพิษ

พ่อเมือง ทหาร นายแพทย์เมืองดอกบัว ยกมือไหว้ขอบคุณชาวนาอินทรีย์ในงานเทศกาล กินสบายใจ ห่างไกลโรค ปี 3 หลังชาวนาเป็นผู้กล่าวเปิดงานและร่วมกันตำข้าวแบบโบราณ

Continue reading “ทหารอุบลฯยกมือไหว้ชาวนาขอบคุณที่ปลูกข้าวไร้สารพิษ”

สปช.อุบลราชธานี ผุด”อุบลฯโมเดล”ดึงสื่อท้องถิ่นสร้างความเข้าใจประเด็นปฏิรูปประเทศ

สปช.อุบลราชธานี ผุดอุบลฯโมเดลดึงสื่อท้องถิ่นสร้างความเข้าใจประเด็นปฏิรูปประเทศ ชี้เสียงจากส่วนกลางและท้องถิ่นต้องได้ยินเท่ากัน

อุบลราชธานี-สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ จังหวัดอุบลราชธานี  ดึงสื่อท้องถิ่นร่วมสื่อสารการปฏิรูป โดยการใช้สื่อชุมชนเร่งสร้างความเข้าใจประเด็นการปฏิรูปและเข้าร่วมเวทีการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในระดับจังหวัด 1 ครั้ง ระดับอำเภอ 10 ครั้งและระดับตำบล 120 เวที

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 นายนิมิต  สิทธิไตรย์  สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.) จังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ประจำจังหวัดอุบลราชธานี และนายอำเภอ ทุกอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดอุบลราชธานีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือในการจัดเวทีปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งนายนิมิต  สิทธิไตรย์ สปช.อุบลราชธานี และประธานคณะอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ประจำจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ในช่วงนี้การดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เริ่มดำเนินการในระดับพื้นที่ตามส่วนภูมิภาค โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯรับฟังความคิดเห็นและคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านต่างๆทั้ง 18 ประเด็น ในเบื้องต้นจะมีการจัดเวที สปช.เสียงประชาชน ในวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2558 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี รวมทั้งจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯระดับจังหวัด 1 ครั้งและระดับอำเภอ อีก 10 ครั้ง นอกจากนั้นแล้ว จะได้ประสานงานกับกอ.รมน.จังหวัด ที่จะมีการจัดเปิดเวทีการปฏิรูปในระดับตำบล อีกกว่า 120 เวทีด้วย

นายนิมิต  สิทธิไตรย์ กล่าวว่า  สปช.อุบลราชธานี ได้ดำเนินโครงการสื่อท้องถิ่นร่วมใจสื่อสารการปฏิรูป  ที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบ(โมเดล)การทำงานร่วมกันของสื่อมวลชนท้องถิ่นกับงานรับฟังความคิดเห็นในการปฏิรูปโดยจะจัดประชุมสื่อมวลชนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุชุมชน หอกระจายข่าวและเสียงทางสายในชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารการปฏิรูปในด้านต่างๆรวมทั้งการกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้าร่วมเวทีการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศว่า ในอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า ต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างไรบ้าง รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นต่อการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาในระยะสั้นๆ เช่น เรื่องของการเลือกตั้งที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาการซื้อขายเสียง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจรวมทั้งปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ ซึ่งข้อมูลความคิดเห็นจะมีการประมวลวิเคราะห์โดยทีมวิชาการของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ก่อนเสนอให้กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กรณีที่เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและจัดส่งให้คณะกรรมาธิการฯอีก 18 คณะในส่วนที่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านนั้นๆ

ข่าว : นายดุสิต สิงห์คีรี ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานี

อุบัติเหตุจราจรอุบลฯวันแรก ปภ.แจ้งตาย 2 นักข่าวพลเมืองเผยตาย 4 นิยามไม่ตรงกัน

อุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่วันแรก จังหวัดอุบลราชธานี ปภ.แจ้ง เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่นักข่าวพลเมืองแจ้งเสียชีวิต 4 ราย

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานีรายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุ     ทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ได้รายงานสถิติการเกิดอุบัติเหตุ ประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2557  ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน  พบว่ามีการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ขึ้นรวม 2 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิต 2 รายในเขตพื้นที่ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ 1 ราย และตำบลบุ่งมะแลงอำเภอสว่างวีรวงศ์ อีก 1 ราย และเป็นอุบัติเหตุเส้นทางถนนวาริน – พิบูล โดยเป็นเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย

ขณะที่นายคันฉัตร  ตันเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะเดินทางตรวจเยี่ยมจุดให้บริการประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอม่วงสามสิบ และอำเภอเขื่องใน และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจฯได้ให้บริการประชาชน และเข้มงวดกับกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนเมาแล้วขับรวมทั้งการกวดขันที่ไม่ให้มีการโดยสารในกระบะท้าย เพราะหากเกิดอุบัติเหตุจะทำให้เกิดความสุญเสียมาก

นายคันฉัตร  ตันเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  ได้เรียกประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยกำชับให้จุดตรวจหลัก จุดตรวจหลัก จุดตรวจรอง และจุดให้บริการประชาชน จำนวน 3,014 ได้เข้มงวดกับมาตรการเมาไม่ขับ เนื่องจากในวันนี้ จะมีการเลี้ยงฉลองวันขึ้นปีใหม่ โดยเฉพาะให้มีการตั้งจุดสกัดภายในหมู่บ้านและชุมชนทุกหมู่บ้าน และในวันนี้จะยังคงมีการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนส่วนใหญ่จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพิ่มการเรียกตรวจเพื่อชะลอความเร็วของรถยนต์และผู้ขับขี่ที่อาจเหนื่อยล้าจากการขับรถเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกัน รวมทั้งการแนะนำเส้นทางการเดินทาง ที่อาจจะทำให้ผู้ใช้รถยนต์ใม่ได้รับความสะดวกแต่จะเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้

ด้านนักข่าวพลเมืองจ.อุบลราชธานี ได้ตรวจสอบข้อมูลจากทางกู้ภัยและโรงพยาบาลทราบว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรถึง 4 ราย แต่นิยามของทางจังหวัดต่างกัน จึงมีตัวเลขรายงานเพียง 2 ราย โดยนักข่าวพลเมืองได้แจ้งรายชื่อและสาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรดังนี้

1.นายกำจร ระดาดก อายุ 75 ปี ขี่จยย.เข้าถนนวารินพิบูล กม.14 ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีรวงศ์ เลี้ยวออกมาจากปั๊มน้ำมันไม่ระวังโดนรถกระบะชนเจ็บหนักมาตายที่โรงพยาบาล

เวลาแจ้งเหตุ 11.56น.

2.นายสุ่น นาคำ อายุ 60 ปี ขี่จยย.บนถนนวารินพิบูล กม.20 ต.บุ่งมะแลง อ.สว่างวีรวงศ์ เลี้ยวเปลี่ยนเลนโดยประมาท รถกระบะพุ่งมาชนตายคาที่ เวลาแจ้งเหตุ 12.30น.

3.นางวาสนา กาฬสินธ์อายุ 38 ปี กำลังเลือกซื้อสินค้าที่ศูนย์การค้าเดช ถ.เดชน้ำยืน ต.เมืองเดช จู่ ๆ รถกระบะเสียหลักมาพุ่งชน เจ็บหนักไปตายที่โรงพยาบาลเวลาแจ้งเหตุ 20.00น.

4.นายเที่ยง จิตธรรม ขี่จยย.มาถึงกม.7 บ้านสวนสวรรค์ ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จะเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน ตอน 18.58น. ไม่ทันดูรถกระบะมาเร็ว ถนนก็มืด พุ่งชนลากไป 10 เมตร ตายคาที่

(นิยาม ปภ.มาตายที่โรงพยาบาลไม่นับเป็นตัวเลขอุบัติเหตุจราจร ต้องตายคาที่ถึงนับ)

ข้อมูล : ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานี และ นักข่าวพลเมือง

ภาพ : อุบลคนข่าว1669 ธนโชติ บ.กลาง

เกษตรกรอินทรีย์อีสานใต้ เปิดวงแลกเปลี่ยนนวัตกรรมการทำนาเพื่อเพิ่มผลผลิต เตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์สุรินทร์ ชวนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จากจังหวัดอุบลฯ อำนาจเจริญ ยโสธร เปิดวงแลกเปลี่ยนนวัตกรรมการทำนาเพื่อเพิ่มผลิตที่ยั่งยืน เตรียมพร้อมรับมือสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

วันที่ 8-9 ธันวาคม 2557 มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ จังหวัดสุรินทร์ จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรมการผลิตที่ยั่งยืนในการทำข้าวอินทรีย์ ขึ้นที่ห้องประชุมมูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์  เพื่อให้เกษตรกร และคนทำงานส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์นวัตกรรมการผลิตที่ยั่งยืนในการทำนาข้าวอินทรีย์ ทั้งการจัดการสหกรณ์การเกษตร เทคนิคการจัดการแปลงนา การปลูกข้าวประณีต (ปลูกข้าวต้นเดียว) เทคโนโลยีการจัดการน้ำ เครื่องทุ่นแรงทำนา เช่น เครื่องหยอดเมล็ดข้าว รวมทั้งการเตรียมรับกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง มีผู้เข้าร่วม จำนวนกว่า 50 คน

นายคาร์ล ฮารพ์ จากองค์กร Rice Monle Brunnen (RMB) สหกรณ์สวิทซ์ (COOP Switzerland) จากประเทศสวิชเซอร์แลนด์  ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำสหกรณ์การเกษตรที่ยั่งยืน กล่าวว่าสหกรณ์การเกษตร COOP ประเทศสวิชเซอร์แลนด์ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2011 รับซื้อข้าวหอมมะลิอินทรีย์จากจังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย และประเทศอินเดียมาขายให้แก่ผู้บริโภคทั่วทวีปยุโรปในรูปแบบสหกรณ์ โดยในปีที่ผ่านมามียอดขายกว่า 29 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา มีพนักงานในทวีปยุโรป กว่า 57,000 คน และในเฉพาะประเทศสวิชเซอร์แลนด์มีจำนวนกว่า 40,000 คน และมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าอินทรย์จำนวนกว่า 2,600 มูลค่าการขายคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 50 % ของตลาดสินค้าอินทรีย์ในทวีปยุโรป

การจัดการสหกรณ์ให้เกิดความยั่งยืน มีแนวคิดหลักๆ คือการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยผ่านระบบการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งการทำการเกษตรในระยะยาวต้องแก้ปัญหาโลกร้อนตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการแปรรูป และคิดให้ยาวถึงความยั่งยืนและการช่วยเหลือสังคมด้วย เช่น โรงสีของสหกรณ์ใช้พลังงานโซลาเซลแทนน้ำมัน เพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กำไรจากโรงสีนำมาจ้างคนพิการให้มีงานทำ เป็นต้น

นายพูลสมบัติ นามหล้า ผู้ประสานงานโครงการข้าวยั่งยืนมูลนิธิเกษตรนิเวศน์ กล่าวว่าโครงการข้าวยั่งยืนหรือ Helvetas Thailand  ซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิเกษตรนิเวศน์  มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย ยกระดับให้เกิดความยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อม และพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้น่าสนใจ โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา ได้ทดลองเทคนิคสำคัญเพื่อเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรอินทรีย์จำนวน 39 ราย ได้แก่ การทดลองปลูกข้าวในเดือนต่างๆ การหว่านข้าวพร้อมถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ถั่วเขียว การฉีดพ่นน้ำหมักขี้หมู หน่อกล้วย หรือเกลือ การปลูกข้าวแบบ SRI ฉีดพ่นไตโคเดอมา น้ำส้มควันไม้ และสารสกัดจากสะเดา ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

จากนั้นเป็นการลงพื้นที่ดูเรียนรู้นวัตกรรมการทำนารูปแบบใหม่ในพื้นที่ตำบลสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษานวัตกรรมการทำนาปลูกแบบ RSI หรือการปลูกข้าวต้นเดียว   นายพินิจ สร้อยดอก เกษตรกรตำบลสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่มีพื้นที่นาเพียง 6 ไร่ เป็นตัวอย่างเกษตรกรที่ไม่ยอมจนด้วยพื้นที่นาน้อย ได้ปรับประยุกต์ใช้พื้นที่นาเพียง 3 งานทดลองปลูกข้าวแบบ RSI ได้ผลผลิตสูงถึง  760 กิโลกรัม รวมทั้งการปลูกผักหลังฤดูเก็บเกี่ยว นำไปจำหน่ายที่ตลาดเขียวทำให้มีรายได้เพิ่มจากการทำนาเดือนละกว่า 8,000  บาท เป็นต้น

ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์  โคตรโสภา เกษตรกรตำบลสำโรง ได้ประยุกต์ใช้ระบบท่อ PVC ควบคุมระดับน้ำในแปลงนา ซึ่งเดิมใช้ท่อใยหินแต่ประสบปัญหาการรั่วซึม หรือแตก ระบบท่อ PVC ช่วยลดปัญหาน้ำไม่พอ น้ำล้น จัดระดับน้ำที่เหมาะสมกับข้าวในแต่ละช่วง ซึ่งการปลูกข้าวแบบ RSI จำเป็นต้องมีระดับน้ำที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยควบคุมหญ้าหรือวัชพืชไม่ให้เกิดด้วย

จากนั้นได้เปิดเวทีให้เรียนรู้เรื่องการเตรียมตัวรับมือของเกษตรกรอินทรีย์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนายอุบล อยู่หว้า รองประธานกรรมการมูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ และนายมนูญ ภูผา เกษตรกรต้นแบบยโสธร  ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในปัจจุบันที่มีสภาพแปรปรวนและภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงกะทันหัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้มีแมลงและศัตรูพืชมากขึ้น เพราะสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เกษตรกรอินทรีย์จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการกำจัดโรคเหล่านี้ด้วยวิธีธรรมชาติ เรียนรู้นวัตกรรมการทำนาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ เพื่อปรับตัวให้ทันท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศในชุมชน การเก็บรวบรวมพันธุกรรมท้องถิ่นเพื่อพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในชุมชน เป็นต้น

7 ชุมชนอุบลฯ ลั่นพร้อมเกิดทีวีชุมชน หวั่นเพียงกสทช.ไม่เปิดกว้างให้ใบอนุญาต

สื่อสร้างสุขอุบลร่วมกับ 7 ชุมชนนำร่องใน 3 จังหวัด อุบลฯ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สรุปบทเรียนเตรียมพร้อมทีวีชุมชนในรอบ 6 เดือน  ลั่นพร้อมเป็นเจ้าของทีวีชุมชน หวั่นเพียงกสทช.ไม่เปิดกว้าง ให้ใบอนุญาต

วันที่ 19 พ.ย. 2557 ณ ห้องทับทิมสยาม 4 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ มูลนิธิสื่อสร้างสุขจัดประชุมสรุปบทเรียนเตรียมความพร้อมทีวีดิจิตอลชุมชน กับ 7 ชุมชนนำร่องใน 3 จังหวัด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ได้แก่ ชุมชนเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ,ชุมชนเทศบาลตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ,ชุมชนเทศบาลนครอุบลราชธานี,ชุมชนองค์การบริหารส่วนตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร,เครือข่ายพลเมืองส่งเสริมธรรมภิบาลตำบลแจระแม ตำบลหนองขอน,กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมกวย ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ,เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ  และภาคประชาสังคมในจังหวัดอุบลราชธานี รวมผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน เพื่อสรุปบทเรียนการเตรียมพร้อมทีวีดิจิตอลชุมชนในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาพร้อมหาแนวทางการทำงานในอนาคตก่อนยื่นแสดงเจตจำนงขอใบอนุญาตจากกสทช.

นายสุชัย เจริญมุขยนันท เลขาธิการมูลนิธิสื่อสร้างสุข ได้นำเสนอผลการทำงานในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาหลังจากได้ชวนคนอุบลฯมาร่วมให้ความเห็นในหัวข้อทีวีชุมชนที่คนอุบลฯอยากเห็นในวันที่ 30 เมษายน 2557  ทีมงานได้ลงพื้นที่ทำงานกับ 7 ชุมชนนำร่อง โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการชุมชนละ 2 วัน เพื่อค้นหาข้อมูลพื้นฐานของชุมชน เช่น  ข้อมูลการรับชมทีวี การใช้สื่อ social media ปัญหาและสิ่งดีๆในชุมชน รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องทีวีดิจิตอลชุมชน เทคนิคการผลิตสื่อ การเขียนบท ถ่ายทำ ตัดต่อ และให้ชุมชนฝึกปฏิบัติผลิตชิ้นงานสื่อ จากนั้นนำผลงานมาฉายร่วมกันเพื่อให้วิทยากรได้ให้ข้อเสนอแนะ ก่อนปรับแก้และเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยการทำงานมีมูลนิธิสื่อสร้างสุขเป็นกองเลขานุการ ผ่านมติของคณะกรรมการทีวีดิจิตอลชุมชน ที่คัดเลือกจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ จำนวน 8 ท่าน

ผลการระดมความคิดเห็นของตัวแทน 7 ชุมชน ในหัวข้อบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ผลที่เกิดขึ้น เพื่อมองอนาคตร่วมกันว่าทำให้เกิดทีวีดิจิตอลชุมชนได้อย่างไร  การทำงานส่งผลให้ชุมชนตื่นตัวลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องราวของตนเอง เรื่องราวของชุมชนถูกเผยแพร่สู่สาธารณะมากขึ้น ชุมชนมีความรู้มีศักยภาพผลิตสื่อ เกิดทีมผลิตสื่อที่เป็นเด็กเยาวชน ปัญหาหลายอย่างในชุมชนถูกแก้เมื่อมีการใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ชุมชนมีความพร้อมที่จะเป็นเจ้าของทีวีชุมชน ข้อเสนอและสิ่งที่ต้องทำร่วมกันคือ การจัดอบรมเพื่อขยายเครือข่ายนักสื่อสารชุมชนให้ครอบคลุมทุกอำเภอ การสนับสนุนอุปกรณ์ผลิตสื่อให้กับชุมชน การจัดตั้งศูนย์ประสานงานทีวีชุมชนในพื้นที่  การร่วมกันรณรงค์ เคลื่อนไหวเพื่อผลักดันกฎหมายหรือส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจรับรู้และเข้าใจแนวคิดการทำทีวีชุมชน เป็นต้น

นอกจากนี้มีการให้ข้อคิดเห็นต่อการทำงานในอนาคต ในหัวข้อ “ข้อเสนอ รูปแบบสื่อภาคประชาชนที่อยากเห็น” จากวิทยากร 3 ท่าน  ซึ่งอาจารย์ธีระพล อันมัย อาจารย์ประจำหลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่าสิทธิการสื่อสารคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่ผ่านมามีบทเรียนวิทยุชุมชนพบว่าคนที่ทำ คือผู้สูงอายุ ที่มีเวลา มีต้นทุนชีวิตและประสบการณ์ คนหนุ่มสาวหายไปในระบบการศึกษา การงาน โลกส่วนตัว  การทำงานทั้ง 7 พื้นที่ร่วมกับนักเรียนเป็นโอกาสที่ดีที่จะดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างทีวีชุมชน นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆอีกเช่น เงินทุน อุปกรณ์ และเนื้อหาหลักที่ต้องนำเสนอคือสิทธิชุมชน และการนำเสนอความจริงให้รอบด้าน

นายสุชัย เจริญมุขยนันท นำเสนอรูปแบบการผลิตสื่อของชุมชนร่วมกับทีมงานสื่อสร้างสุขในรูปแบบต่างๆ เช่น ข่าว สารคดี รายการโทรทัศน์ การโฟนอินผ่านโทรศัพท์ นำเสนอผ่านช่องทีวีออนไลน์ www.sangsook.net หรือช่วงนักข่าวพลเมืองของไทยพีบีเอส เพื่อฝึกการทำสื่อก่อนได้ใบอนุญาตจาก กสทช.ให้ออกอากาศช่องทีวีดิจิตอลชุมชน

อาจารย์นพพร พันธุ์เพ็ง ประธานคณะกรรมการทีวีดิจิตอลชุมชน  กล่าวว่าพลังของทีวีชุมชนจะช่วยปลุกคนที่หลับไหลให้ลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในพลังของตนเอง  เพราะทีวีช่องนี้ชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของ ทั้งเนื้อหาและกระบวนการผลิต

“ส่วนตัวเชื่อมั่นว่ามูลนิธิสื่อสร้างสุขและเครือข่ายสามารถผลักดันให้เกิดทีวีชุมชนได้ แม้จะต้องจัดการเรื่องทุนและการบริหารจัดการ ซึ่งต้องไปศึกษาดูงานจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย เช่น ประเทศออสเตรเลีย ที่มีทีวีชุมชนมาเกือบ 20 ปี แต่สิ่งที่เป็นห่วงในตอนนี้คือกสทช.จะใจกว้างพอที่จะให้ใบอนุญาตหรือไม่”  อาจารย์นพพร กล่าวทิ้งท้าย

โดยโครงการเตรียมความพร้อมทีวีดิจิตอลชุมชน ดำเนินงานโดยมูลนิธิสื่อสร้างสุข ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการสะพานเสิรมสร้างประชาธิปไตย องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา หรือ USAID

อุบลฯ พะเยา พร้อมนำร่องทีวีชุมชน ด้านประธานกสท.ชี้ต้องรอคืนระบบอนาล็อคก่อน

ไทยพีบีเอส เปิดห้องเรียนทีวีชุมชน เครือข่ายอุบลฯ พะเยา ยื่นแสดงเจตจำนงพร้อมนำร่องทีวีชุมชน ด้านพันเอก ดร.นที ประธานกสท.ชี้ ปัจจัยสำคัญต้องรอคืนระบบอนาล็อคก่อน จึงจะมีคลื่นความถี่มาให้บริการชุมชน

วันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา มูลนิธิสื่อสร้างสุข และเครือข่ายทีวีชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ร่วมงานประชุมเครือข่ายสื่อพลเมือง ปี 2557  “ปฏิรูปสื่อยุคดิจิตอล ความหวังยังมี ทีวีชุมชน” ณ อาคาร D ชั้น 2 ไทยพีบีเอส กรุงเทพมหานคร  ซึ่งจัดโดยสำนักเครือข่ายสื่อพลเมือง มีผู้เข้าร่วมงานจากเครือข่ายสื่อภาคประชาชนทั่วประเทศ ในงานมีการแสดงนิทรรศการ งานเสวนา และการลงนามความร่วมมือ 9 สถาบันการศึกษา หนุนให้เกิดทีวีชุมชน รวมทั้งเครือข่ายทีวีชุมชนจากจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดพะเยาได้เตรียมยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงก่อตั้งทีวีดิจิตอลชุมชนนำร่องในพื้นที่ที่มีความพร้อม ให้แก่พันเอก ดร.นที ประธานกสท.ด้วย

นายศิริชัย สาครรัตนกุล ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ซึ่งเป็นประธานกล่าวต้อนรับในงานกล่าวว่า ส.ส.ท.เป็นสื่อสาธารณะระดับชาติ ส่วนทีวีชุมชนเป็นสื่อสาธารณะระดับพื้นที่ มีขอบเขตการทำงานใกล้ชุมชนมากกว่า ปัญหาทีวีชุมชนคือเราจะทำให้ทีวีชุมชนเกิดขึ้นและอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร ทั้งในแง่การเงินทุนและอุดมการณ์ เพราะทีวีชุมชนต้องเป็นทีวีของประชาชน เพื่อประชาชน ไม่มุ่งเป็นกระบอกเสียงของภาครัฐ  หรือกลุ่มทุนใดๆ ที่ผ่านมาเรามีประสบการณ์จากวิทยุชุมชนให้เรียนรู้ แต่วันนี้เป็นที่น่าดีใจมากเมื่อพบว่ามีบางชุมชนได้เริ่มต้นเตรียมความพร้อมทำทีวีชุมชนแล้ว ได้แก่จังหวัดพะเยา  และจังหวัดอุบลฯ

พันเอก ดร.นที  ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “อนาคตทีวีชุมชนกับสังคมไทย” ว่าปัจจัยที่จะทำให้ทีวีชุมชนเกิดขึ้น คือ ระยะเวลาในการ ยุติระบบอนาล็อค  เพื่อจะนำคลื่นมาให้บริการชุมชน โดยปัจจุบันมีการแจกคูปอง 690 บาท ให้แก่ประชาชนเพื่อไปแลกซื้อกล่องทีวีดิจิตอล เมื่อระบบถูกเปลี่ยนผ่านมาเป็นระบบดิจิตอลแล้ว ทีวีชุมชนจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องเงินทุน เพราะทีวีชุมชนมีเงื่อนไขไม่สามารถหากำไรได้ แต่ทีวีชุมชนต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าโครงข่ายและค่าดำเนินการต่างๆ จึงมีกลไกขึ้นมาสนับสนุน คือกองทุนกทปส. ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากการเก็บภาษีจากทีวีธุรกิจ  เพราะฉะนั้นทีวีธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่มีผลต่อทีวีชุมชนด้วย

จากนั้นเครือข่ายทีวีชุมชนอุบลราชธานี นำโดยนายนพภา พันธุ์เพ็ง ประธานกรรมการมูลนิธิสื่อสร้างสุข และประธานกรรมการทีวีดิจิตอลชุมชนอุบลราชธานี และเครือข่ายทีวีชุมชนจังหวัดพะเยาได้มอบดอกไม้ และหนังสือแสดงเจตจำนงก่อตั้งทีวีชุมชนนำร่องให้แก่พันเอกดร.นที เพื่อให้กำลังใจในการทำงานผลักดันให้เกิดทีวีชุมชนตามกฎหมายและเจตนารมย์ในการปฏิรูปสื่อต่อไป

ช่วงบ่ายมีการเสวนา บทเรียนต้นแบบและก้าวต่อไปของทีวีชุมชน จากตัวแทนพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดพะเยา โดยนายชัยวัฒน์ จันทิมา สถาบันปวงผญาพยาว ซึ่งได้นำร่องทีวีชุมชนร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยาได้ 2 ปี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าทีวีชุมชนเหมือนวัด ที่สร้างมาจากศรัทธาของคน ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันไม่ว่าจะบริจาคมากน้อย เป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งเจ้าอาวาส สามเณร กรรมการวัด และคนในชุมชน เชื่อว่าหากมีทีวีชุมชน สวนสนุกในวัดจะกลับคืนมา พื้นที่วัดจะกลับมา พื้นที่สาธารณะของชุมชนจะกลับมาด้วย  ซึ่งจะเกิดขึ้นได้มีหลายปัจจัยเช่น คนดู พบว่าคนในชุมชนอยากดูเรื่องใกล้ตัว ผู้ผลิต ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนผลิตสื่อในที่นี้หมายถึงนักศึกษาที่เรียนจบจากมหาลัยในท้ายที่สุดแล้วมีใจรักท้องถิ่น อยากมีพื้นที่ทำงานและกลับไปทำงานในท้องถิ่นของตัวเอง รวมทั้งกรรมการหรือที่ปรึกษา  เครือข่ายชุมชน ภาคประชาชนที่มีข้อมูล เนื้อหาด้านภูมิปัญญญาท้องถิ่น พร้อมจะนำมาเป็นข้อมูลผลิตสื่อได้ทันที

ส่วนนายสุชัย เจริญมุขยนันท เลขธิการมูลนิธิสื่อสร้างสุขกล่าวว่า  จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มต้นจากงานสื่อภาคประชาชนในยุคนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ โดยทำสื่อมัลติมีเดียเพื่อแก้ไขปัญหาให้ชุมชน เช่น หนังสั้นกอนกวยส่วยไม่ลืมชาติ ที่เขียนบทถ่ายทำ ตัดต่อโดยชาวกวย เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมชาติพันธุ์กวยในกลุ่มเด็กเยาวชน ปัจจุบันได้เตรียมความพร้อมกับชุมชน 7 ชุมชน ใน 3 จังหวัด ออกอากาศผ่านทีวีออนไลน์และเคเบิ้ลทีวีก่อน นอกจากนี้ยังได้สรรหากรรมการทีวีชุมชนที่เป็นตัวแทนของหลายภาคส่วนเพื่อเข้ามาให้ความเห็นต่อการทำงานด้วย

ส่วนการหนุนเสริมของมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยบทบาท เรียนรู้ร่วมกับชุมชน และหนุนเสริมงานวิชาการ เช่น ข้อมูลจากงานวิจัย หรือการติดตามประเมินผล เป็นต้น

ทั้งนี้ ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อดิจิทัลและสื่อใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนา

กล่าวว่าให้ความเห็นว่าหลายประเทศใช้เวลาเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อคสู่ระบบดิจิตอลเป็นเวลาหลายปี ปัจจัยสำคัญของการเกิดทีวีชุมชน คือรัฐต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ เช่น ประเทศอังกฤษในปี 2011 รัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ สั่งการประสานบีบีซีให้ทุนสนับสนุนและลงนามความร่วมมือในการทำงานผูกพันต่อเนื่อง 3 ปี เป็นต้น

ชาวนาเมืองดอกบัวเล็งตั้ง “สหกรณ์เกษตรอินทรีย์” แห่งแรกของจังหวัด

ชาวนาอุบล เตรียมจัดตั้ง สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ แห่งแรกของจังหวัด เผยหากตามเป้า สามารถกำหนดราคาข้าวเองได้ พร้อมเปิดทำการ ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.57 ที่ผ่านมาที่โรงแรม ยู เพลส ม.อุบลราชธานี โครงการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จังหวัดอุบลราชธานี หรือ EFFU ได้อบรมเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์ให้กับเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีกว่า 100 คน โดยมีนักวิชาการชำนาญการจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานีเป็นวิทยากรให้ความรู้

นางสาวพรรณี เสมอภาค ผจก.โครงการฯ เปิดเผยว่า การอบรมในครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้ง สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสมาชิกของโครงการมีความเห็นว่า ควรรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกในการผลักดันส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร ซึ่งเมื่อเกิดสหกรณ์ขึ้น จะมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด การปล่อยกู้สำหรับผู้ที่ขาดแคลน เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิต การส่งเสริมการแปรรูป ส่งเสริมด้านการตลาด ซึ่งสหกรณ์สามารถกำหนดราคาผลผลิตร่วมกันได้ อีกทั้งมีสวัสดิการ ส่งเสริมการออมทรัพย์ การปันผลต่างๆ โดยสหกรณ์จะเป็นองค์กรณ์ที่ยืนยันความเชื่อมันให้กับเกษตรกรอินทรีย์ว่า เมื่อผลผลิตแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของจังหวัดอุบลราชธานี

ด้านนางอุบล ศรีทอง เกษตรกรอินทรีย์ บ.ทองหลาง ต.ท่าโพธิ์ศรี อ.เดชอุดม เปิดเผยว่า การมีสหกรณ์จะส่งผลให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นในการผลิตมากขึ้น มีสมาชิกที่รวมตัวกันชัดเจน ไม่เป็นการต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา อย่างน้อยก็เป็นการสร้างกำลังใจให้ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกันในสหกรณ์ เบื้องต้นไม่ได้คาดหวังว่าจะกำหนดราคาข้าวอินทรีย์ให้ได้สูงกว่าตลาดทั่วไป เพียงอยากเห็นกลุ่มคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้รวมกลุ่มกันเป็นรูปธรรมชัดเจนก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

อย่างไรก็ตามจากการอบรมในครั้งนี้ได้หารือในหลักการเบื้องต้นซึ่งสมาชิกได้ข้อตกลงตั้งชื่อร่วมกันคือ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ จำกัด การกำหนดค่าธรรมเนียมค่าสมัคร 50 บาท ต่อคน การกำหนดจำนวนหุ้นแรกเข้าของสมาชิกหุ้นละ 10 บาท แต่ไม่ต่ำกว่า 10 หุ้น และเปิดรับสมาชิกสมทบอีกด้วย แต่ในกรณีนี้ จะมีสิทธิในการฝากเงิน สิทธิรับฟัง สิทธิรับบริการทางวิชาการของสหกรณ์ แต่จะ ไม่มีสิทธิออกเสียงใดๆ ซึ่งที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่ 141/1 หมู่ 8 ต. ม่วงใหญ่ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี  และกำหนดจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรและผู้สนใจที่จะเข้าสมัครเป็นสมาชิกจำนวนมาก

ผู้หญิงอุบลฯดันแก้กม.ให้สัดส่วนผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง 1 : 1

มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต ดึงพลังผู้หญิง 11สาขาอาชีพในอุบลฯ ร่วมปฏิรูปประเทศไทย สปช.อุบลฯร่วมเวทีปฏิรูปเป็นครั้งแรก ชี้อุบลฯเป็นจังหวัดแรกที่ มีการทำ MOU ระหว่าง สปช. กับภาคประชาชน

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ณ ห้องประชุมโรงแรมสุนีย์แกรนด์แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี  มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต จัดการเสวนา “พลัง บทบาทผู้หญิงเมืองอุบลในวาระปฏิรูปประเทศไทย” โดยเชิญตัวแทนสตรี 11 สาขาอาชีพเข้าร่วมเสวนา และมีนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายนิมิต สิทธิไตรย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นวิทยากรให้มุมมองต่อประเด็นการเสวนา มีนายนพพร พันธุ์เพ็ง เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ผู้ดำเนินการเสวนา เริ่มต้นถามด้วยคำถาม ทุกท่านเห็นว่าสถานการณ์สิทธิผู้หญิงในปัจจุบันเป็นอย่างไร และจะมีบทบาทต่อการปฏิรูปประเทศไทยอย่างไร

ดร.อรทัย เลียงจินดา รองคณบดีฝ่ายวิชาการ ม.อุบลราชธานี ตัวแทนสตรีด้านการบริหารราชการแผนดิน กล่าวว่าปัจจุบันสิทธิสตรีถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงยังได้รับการยอมรับจากสังคมค่อนข้างน้อย ดูจากการดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ทั้งภาครัฐ เอกชน และการเมืองท้องถิ่น ที่มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนผู้ชาย และตำแหน่งยิ่งสูง สัดส่วนผู้หญิงยิ่งมีน้อย สิ่งที่เสนอคือ ในระดับหน่วยงานให้เร่งทำแผนงานรองรับให้สอดคล้องกับนโยบาย เพื่อให้เกิดการทำงานจริง ส่วนระดับบุคคลผู้หญิงเองต้องมีความมั่นใจในตัวเอง พัฒนาศักยภาพตัวเอง ดูแลครอบครัวให้ดี และเข้าไปมีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองให้มากขึ้น

คุณเพ็ญพักตร์ ศรีทอง อดีตสว.จังหวัดอุบลราชธานีตัวแทนสตรีด้านการเมืองการปกครอง เสนอว่าควรมีกฏหมาย พรบ.สตรี กำหนดสัดส่วนผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองให้ชัดเจน ในสัดส่วนหญิงชาย 1:1โดยเฉพาะการเมืองท้องถิ่นระดับตำบล

คุณชูศรี กตัญญุตานันท์ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี ตัวแทนสตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า เปรียบเทียบเศรษฐกิจการเมืองไทยกับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทย ทั้งที่มีประชากรไม่มาก เพราะไม่มีการทุจริตคอรัปชั่นและรัฐบาลบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านการปฏิรูปประเทศในฐานะบทบาทผู้หญิงเมืองอุบล มีข้อเสนอให้รัฐบาลจำกัดนโยบายประชานิยมที่สร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างนโยบายประชานิยมที่ล้มเหลวที่ผ่านมา ได้แก่ จำนำข้าว ค่าแรง 300บาท และรถคันแรก

คุณดารุณี ชาติน้ำเพชร ครูชำนาญการพิเศษและครูสอนดีท้องถิ่นสสส. ตัวแทนสตรีด้านการศึกษา  กล่วว่าตนเองเชื่อว่าการศึกษาดี มีประสิทธิภาพ ปัญหาทุกอย่างจะลดลง เสนอการทำหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้ทุกคนมองเห็นสิทธิและคุณค่าของผู้หญิง การสื่อสารสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สังคมรับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ การจัดทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มแม่บ้านเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาตัวเองในเรื่องต่างๆ รวมทั้งผู้หญิงเองต้องหมั่นเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยี เป็นต้น

ดร.ชมพูนุท โมราชาติ คณบดีบัณฑิตม.ราชภัฏอุบลฯ ให้มุมมองด้านพลังงาน กล่าวว่าตนมีความเป็นห่วงเรื่องพลังงาน ทั้งเรื่องพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่กรรมาธิการ 13คน เป็นคนของนายทุน มีแค่หญิงแกร่งหนึ่งเดียวที่ทำงานอย่างเป็นอิสระ คือ สว.รสนา รวมทั้งการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อุบลราชธานี เสนอให้ผู้จัดงาน มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิตสร้างเครือข่ายผู้หญิงให้กว้างขวางเพื่อให้เกิดอำนาจในการต่อรอง ส่วนผู้หญิงเองต้องตระหนักถึงพลังอำนาจเชิงบวกในตัวเอง มีความตื่นรู้ เรียนรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องพลังงานเพื่อให้รู้เท่าทัน

คุณสุมนา ศรีชลาชัย ประธานวุฒิอาสาธนาคารสมอง จังหวัดอุบลราชธานี ตัวแทนสตรีด้านอื่นๆ เสนอกฏหมายคุ้มครองสิทธิ์สตรี ที่มีบทบาท ดูแล อบรม สอนทักษะชีวิตให้แก่ลูกๆและคนในครอบครัว รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ เรียนรู้ตลอดชีวิต

คุณถนอมศรี ปทุมบาล ทนายความ ตัวแทนสตรีด้านกฎหมาย กล่าวว่า  เสนอให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวนเป็นผู้หญิง จะทำให้การสอบสวนคดีมีมุมมองที่อ่อนโยน หลากหลายขึ้น

ด้านสื่อสารมวลชน คุณนิชรา บุญตะนัย ผจก.ร่วมด้วยช่วยกัน อุบลราชธานี ปัจจุบันข่าวผู้หญิงที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ คือผู้หญิงถูกทำร้าย ถูกสามีตบตี ถูกข่มขืน เป็นส่วนน้อยที่จะเห็นข่าวผู้หญิงในมุมดีๆ หรือมองผู้หญิงมากกว่าการเป็นดอกไม้ ความสวยงาม เสนอผู้หญิงเองควรพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ความสามารถ ลุกขึ้นมาทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคม ส่วนกฏหมายควรเปิดโอกาสให้ผู้หญิงออกมาทำงานให้มากขึ้น เวที

ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ภก.กาญจนา มหาพล หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สสจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ในภาพรวมระดับประเทศผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย ส่วนในจังหวัดอุบล ผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง และในสสจ.อุบลราชธานี มีบุคลากรผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย งานสาธารณสุขผู้หญิงมามีส่วนร่วมทั้งในระดับชุมชน เช่น อสม. สิ่งที่อยากเสนอคือ ปัจจุบันแผ่นดินอาบยาพิษ เพราะนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรในอันดับต้นๆของโลก อยากให้แม่บ้านตระหนักถึงความสำคัญเรื่องนี้ หันมาเป็นแม่บ้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้ปลอดภัยต่อทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ทางด้านนายนิมิต สิทธิไตรย์ สปช.อุบลราชธานีได้เขียนลงทาง facebook ส่วนตัว (Nimit Sittitrai)  ว่าสิ่งที่สัญญา กับกลุ่มสตรี ที่เป็นคณะที่ผม เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นในการมีส่วนร่วม ต่อการปฎิรูปชาติ ถือ เป็นครั้งแรกทีอุบลว่า จะไปเอาโจทย์จากสภา กลับ บ้าน และ จะเอาคำตอบจากบ้านกลับสภา มีผลสำเร็จแล้วครับ เพราะ สภา ให้มี และให้ตั้ง กรรมาธิการวิสามัญ การับฟังและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ตั้งอนุกรรมการด้านนี้ ทุกจังหวัด และ ยังมี ศูนย์รวบรวมการรับฟัง และ นำเสนอต่อ กรรมาธิการด้านนี้โดยตรง ถือ เป็นคณะแรกที่มีความสมบูรณ์ ด้านหนึ่งในการลงพื้นที่ ทำงาน งานด้านรับฟังและการมีส่วนร่วม……ถือ เป็หัวใจ การงานของ สปชอุบล ให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะ ทุกด้านต้องมาเชื่อม ทำงานด้วยและ สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดคือ จังหวัดอุบล เป็นจังหวัดแรกที่ มีการทำ MOU ระหว่าง สปช. กับภาคประชาชน

 

 

 

 

ป.ป.ช.อุบล หวังซิวแชมป์องค์กรดีเด่นด้านประชาสัมพันธ์ระดับภาค

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอุบลราชธานีเข้ารอบ 1 ใน 2 ของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดที่มีผลงานดีเด่นด้านประชาสัมพันธ์ฯ หวังลุ้นในแชมป์ในระดับภาคและประเทศต่อไป

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอุบลราชธานี คณะทำงานพิจารณาคัดเลือกสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดที่มีผลงานด้านประชาสัมพันธ์และการบริการประชาชนดีเด่น ได้ลงพื้นประเมินผลงานของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ตามโครงการมอบรางวัลผลงานด้วนประชาสัมพันธ์และบริการประชาชนดีเด่น  โดยมีนายชาญชัย พลศรี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับและให้ข้อมูลการประเมินในครั้งนี้

นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะทำงานพิจารณาคัดเลือก ได้เปิดเผยว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้เห็นถึงความสำคัญในการดำเนินงานงานประชาสัมพันธ์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจของสำนักงาน ป.ป.ช.ไปสู่สาธารณชน เสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต จึงได้มีโครงการมอบรางวัลผลงานด้วนประชาสัมพันธ์และบริการประชาชนดีเด่นขึ้น เพื่อยกย่องสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด และเป็นต้นแบบที่ดีในการทำงานด้านประชาสัมพันธ์และบริการประชาชน ให้ได้มาตรฐานเป็นที่พึงพอใจของประชาชน

การประเมินในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนี้ มีระดับผลงานด้านการประชาสัมพันธ์และการบริการประชาชนเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะต้องนำผลคะแนนที่ได้จากการประเมินไปเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ

ด้านนายชาญชัย พลศรี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ส่วนของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดอุบลราชธานีนั้น ได้ผ่านการเกณฑ์การพิจารณาของคณะทำงานคัดเลือกในรอบแรก ร่วมกับ จังหวัด นครราชสีมา ซึ่งที่ผ่านมาได้ ป.ป.ช.อุบลราชธานีได้มีการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารทั้งด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมทั้งการทำงานร่วมกับเครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่น โดยหวังว่าจะได้รับการพิจารณาเป็นหน่วยงานดีเด่นในระดับภาคและระดับประเทศต่อไป ซึ่งจะประกาศผลให้ทราบในวันที่ 18 พ.ย.นี้

ทั้งนี้หลักเกณฑ์การให้คะแนนในการคัดเลือกสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดที่มีผลงานด้านประชาสัมพันธ์และบริการประชาชนดีเด่น จะพิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ด้านประกอบด้วย ด้านผลผลิตการดำเนินงานคณะทำงานโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด  ด้านแผนงานโครงการด้านประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดที่ดำเนินการเองหรือจัดร่วมกับหน่วยงานอื่น และด้านการให้บริการประชาชน รวมคะแนนทั้งสิ้น 500 คะแนน

สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี

สุดทึ่ง! เกษตรกรนาเยียผุดข้าว
LOW SUGAR ลดเบาหวาน

กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน อ.นาเยีย จ.อุบลฯและสมาชิกลงแขกเกี่ยวข้าวแปลงนารวม เพื่ออนุรักษ์ข้าวพื้นบ้านก่อนสูญหายไป

กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน อ.นาเยีย จ.อุบลฯ และสมาชิกกว่า 30 คน ลงแขกเกี่ยวข้าวพันธ์พื้นบ้าน “หอมสามกอ” ในแปลงนารวม เพื่ออนุรักษ์ข้าวพื้นบ้านก่อนสูญหายไป

วันที่ 19 ตุลาคม 2557 ณ หมู่ 3 บ้านนาเยีย ตำบลนาเยีย อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี นายนิยม เจริญ ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี และสมาชิกกว่า 30 คนลงแขกเกี่ยวข้าวแปลงนารวม สายพันธุ์ “หอมสามกอ” ประมาณ 4 ไร่จากพื้นที่ทั้งหมด 10 ไร่ ที่ใช้เป็นแปลงสาธิตปลูกข้าวพื้นบ้านจำนวน 2 สายพันธุ์ได้แก่ ข้าวหอมสามกอ ซึ่งเป็นข้าวที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และข้าวพันธุ์โสมมาลี ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิม ซึ่งการทำแปลงนารวมมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรักษาข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่มีคุณค่าไม่ให้สูญหายไป

นายนิยม เจริญ กล่าวว่าคุณสมบัติของข้าวพันธุ์พื้นบ้าน มีจุดเด่นคือเหมาะกับสภาพดินในภาคอีสาน ทำให้ทนทานต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น  เพลี้ยกระโดด รวมทั้งมีคุณสมบัติต้านโรค เพราะมีคุณค่าทางอาหารที่หลากหลาย มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย บางสายพันธุ์มีปริมาณน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เช่น ข้าวหอมสามกอ ที่ผ่านมามีกรณีศึกษา นายพันธุ์ จูมมณี ชาวบ้านบ้านนาเยีย ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน น้ำตาลขึ้นถึง 600 เกิดอาการช็อคจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ต่อมาทราบว่าทางกลุ่มมีข้าวพื้นบ้าน หอมสามกอ จึงมาซื้อไปรับประทาน ปรากฏว่าน้ำตาลลดลงเหลือประมาณ 200 สร้างความประหลาดใจให้กับแพทย์และพยาบาลเป็นอย่างมาก จากนั้นสรรพคุณข้าวหอมสามกอ จึงเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป ปัจจุบันมีลูกค้าประจำมาซื้อสินค้าที่กลุ่มและสั่งทางไปรษณีย์จำนวนมาก

ปัจจุบันสมาชิกในกลุ่มอนุรักษ์พันธ์ข้าวพื้นบ้าน อำเภอนาเยีย มีประมาณ 33 ครอบครัว ซึ่งเป็นเกษตรกรในอำเภอนาเยีย รวมตัวกันปลูกข้าวพื้นบ้านจำนวน 8 สายพันธ์ได้แก่ ข้าวเหนียวแดง ข้าวก่ำ ข้าวก่ำดอ ข้าวหอมสามกอ ข้าวนางนวล ข้าวอีเตี้ยขาว ข้าวมะลิแดง และข้าวโสมาลี นอกจากการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ที่กลุ่มฯมีการจำหน่ายข้าวเปลือกสำหรับทำเมล็ดพันธุ์ ในกิโลกรัมละ 25 บาท ทางกลุ่มฯ ยังมีการแปรรูปข้าวพันธุ์พื้นบ้านเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคในราคากิโลกรัมละ 40 บาท  สนใจสั่งซื้อข้าวพื้นบ้านได้ที่กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน เลขที่ 393 หมู่ 3 ตำบลนาเยีย อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี หรือจะสั่งซื้อทางโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข 084-958-5785 ผู้ประสานงานกลุ่ม นายนิยม เจริญ