สธ.- สปสช. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3.5 ล้านโด๊สฟรีทุกสิทธิ ดีเดย์ฉีด 27 พ.ค.นี้ทั่วประเทศ

สธ.- สปสช. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3.5 ล้านโด๊สฟรีทุกสิทธิ ดีเดย์ฉีด 27 พ.ค.นี้ทั่วประเทศ

 กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จำนวน 3.5 ล้านโด๊สฟรี ให้ 6 กลุ่มเสี่ยงทั้งประชาชนทั่วไปทุกสิทธิการรักษา และบุคลากรสาธารณสุข สร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันอันตรายโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ เริ่มฉีดพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2556 รับบริการได้ที่โรงพยาบาลภาครัฐ และเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

วันนี้ (15พฤษภาคม 2556) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กทม. นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์วินัย  สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และนายแพทย์พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าว “โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2556”

นายแพทย์ชลน่าน  กล่าวว่า  สธ.ได้ร่วมกับ สปสช.จัดบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2556 จำนวนทั้งหมด 3,500,000 โด๊ส  (จากสปสช. 3 ล้านโด๊ส จากกรมควบคุมโรค 5 แสนโด๊ส)  โดยใช้งบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ฉีดให้กลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษาฟรี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือประชาชน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย  1.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 2.ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้น หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และเบาหวาน 3.กลุ่มอื่นๆ เช่น หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี เป็นต้น  กลุ่มที่ 2 คือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข  เริ่มฉีดพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2556 ที่โรงพยาบาลภาครัฐ และเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ทั้งนี้  ในการฉีดวัคซีนดังกล่าวครั้งนี้  จะรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าว เข้าถึงวัคซีนได้มากที่สุด วัคซีนที่ฉีดเป็นชนิดที่ทำจากเชื้อตาย รวม 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (A H1N1) ชนิดเอ เอช3 เอ็น2 (A H3N2) และชนิดบี (B) ซึ่งเป็นเชื้อตามฤดูกาลที่พบในไทยในขณะนี้ แต่วัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกทั้งสายพันธุ์เก่าและใหม่ได้

“สำหรับ โรคไข้หวัดใหญ่มักระบาดในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว แต่ละปีไทยมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 9 แสนราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 3 หรือประมาณ 26,000 ราย มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวม ต้องรับรักษาในโรงพยาบาล เสียชีวิตปีละประมาณ 150 ราย ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 913-2,453 ล้านบาท โดยในปี 2556 นี้ มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมทั่วประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม –1 พฤษภาคม รวม 18,005  ราย ไม่มีเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม  สำหรับในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นต้น หากป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง อาจเสียชีวิตได้ เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำ จึงต้องฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิป้องกัน ซึ่งผลจากการศึกษาวิจัยยืนยันมีความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพในการลดการเจ็บป่วยและการตาย หรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่” รมช.สธ.กล่าว

นายแพทย์วินัย กล่าวว่า   คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพมีมติเห็นชอบการขยายสิทธิประโยชน์การให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ปี 2551   โดยเริ่มให้วัคซีนกับประชากรอายุ  65 ปีขึ้นไปที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่อมา ได้ขยายไปสู่กลุ่มผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง 7 โรค ทุกกลุ่มอายุและทุกสิทธิ

เลขาธิการสปสช.กล่าวว่า สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สปสช.จะจัดส่งถึงหน่วยบริการ ผ่านระบบ VMI  ที่ดำเนินการโดยองค์การเภสัชกรรม  โดยแบ่งส่งเป็น  2 งวด   โดยงวดแรกภายในวันที่ 15 พฤษภาคม และงวดที่ 2 ภายในวันที่ 15 มิถุนายนนี้    อย่างไรก็ตาม สปสช.ได้สนับสนุนการรณรงค์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ โดยจัดหาวัคซีนสำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 3 ล้านโด๊ส ซึ่งจัดสรรงบเพื่อการบริหารจัดการ/การพัฒนาระบบ กลไก/การพัฒนาและจัดการข้อมูล/การกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานโครงกากรให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลในพื้นที่   ทั้งนี้ ยังสนับสนุนค่าบริการตามผลงานและคุณภาพบริการ ให้กับหน่วยบริการที่ให้บริการฉีดวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายจำนวนเงินประมาณ 500 ล้านบาท   สำหรับในปีที่ผ่านมา (ปี2555) สปสช.ให้บริการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้ถึงร้อยละ 36 เป็นจำนวน 2.7 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 470 ล้านบาท  โดยมีอัตราการสูญเสียวัคซีนร้อยละ 6 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม  สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้หลายวิธีคือการมีสุขอนามัยที่ดี ได้แก่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หากมีอาการไอจาม ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูปิดปาก ปิดจมูก ผู้ที่ป่วยควรหยุดงาน หยุดเรียน พักรักษาตัวจนกว่าจะหาย หากมีข้อสงสัย สอบถามรายละเอียดที่สายด่วน สปสช. โทร.1330 หรือ สายด่วน กรมควบคุมโรค 1422            

ภาพ : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=babylovely&month=09-2012&date=10&group=1&gblog=74