คนอุบลฯ ร่วมถกแผนผังเมืองใหม่มือที่สาม หรือใครกำหนด!

อุบลราชธานี – สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี จัดเวทีชุมชนสังเคราะห์แผนผังเมืองใหม่ใครคือผู้กำหนด สังคม หรือมือที่สาม นักวิชาการแนะดูประวัติศาสตร์เมืองก่อนออกแบบ และต้องสร้างความสุขไม่เน้นสนองตัณหากลุ่มทุนผลประโยชน์ แนะทำผังเมืองแจกชาวบ้านปะไว้ฝาบ้านจะมีความรู้ และหวงแหนบ้านเมือง

ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ร่วมกับ USAID และชาวบ้านชุมชนเมือง จัดเวทีผ่าประเด็น “ผังเมืองใหม่ใครกำหนด” โดยมีนักวิชาการ ผู้นำชุมชน นักการเมือง และเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดอุบลอุบลราชธานีร่วมแสดงความเห็น มีนายกมล หอมกลิ่น เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

นายกิตติ เริงวัย นักผังเมืองชำนาญการพิเศษสำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงการทำผังเมืองมีกฎหมายกำหนดต้องมีทุกภาคส่วนมาเกี่ยวข้อง เพราะถ้าไม่มีภาคประชาชน นักวิชาการ จะถูกต่อต้านไม่ยอมรับ จึงต้องผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชน

โดยกฎหมายกำหนดต้องทำไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง แล้วนำไปปรับปรุงก่อนปิดประกาศให้คนทั่วไปว่าเห็นด้วยหรือไม่ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน และถ้ามีคนไม่เห็นด้วย สามารถยื่นร้องคัดค้านแล้วจะนำคำร้องเข้าที่ประชุมระดับจังหวัดพิจารณาตาม ความเหมาะสม และตามหลักวิชาการ ปัจจุบัน การเขียนผังเมืองมีการกำหนดเป็นสี หรือสัญลักษณ์ตรงนี้ต้องเป็นที่อยู่อาศัย เป็นเขตอุตสาหกรรม สำหรับเรื่องการจราจรจะควบคุมด้วยผังระบบคมนาคม โดยจะมีการกำหนดว่าปัจจุบันการจราจรมีความหนาแน่นเท่าไหร่ อนาคตสามารถรองรับได้ไหม

สำหรับที่อยู่อาศัย ปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานีประชาชนชอบอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวร้อยละ 90 ส่วนทาวเฮาส์มีไม่มาก สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด จึงออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนอุบลราชธานี ให้มีความหนาแน่นไม่เกิน 12 คนต่อไร่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอื่นตามมา

สำหรับขั้นตอนการทำผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนวิเคราะห์วางผังร่างเตรียมนำเข้าที่ประชุมระดับจังหวัด ในวันที่ 14 มีนาคมศกนี้ พอทำเสร็จจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชน

ด้าน ผศ.ดร.สิทธา เจนศิริศักดิ์ นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า เมื่อเกิดปัญหามักโทษผังเมืองอย่างเดียว แต่ความเป็นจริงผังเมืองเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง มีการกำหนดสีสัดส่วนการใช้ที่ดินเท่าไหร่ ส่วนการออกแบบลงรายละเอียดเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น รวมทั้งการกำกับดูแลโดยท้องถิ่น

แต่ปัจจุบัน จังหวัดอุบลราชธานี มีปัญหาเพราะเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทำให้โครงสร้างพื้นฐานปรับตัวรองรับไม่ทันหน่วยงานทุกหน่วยงานต้องรีบเข้ามา แก้ไขปัญหา แต่ขณะนี้กลับพบมีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ขาดการประสานงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผังเมืองก็วางไป ท้องถิ่นก็ทำไป คิดว่าถ้าประชาชนเข้ามามีส่วนในการออกแบบเมืองด้วยจะดีมาก

ส่วนการกำหนดรายละเอียดของผังเมืองจะชัดเจนแค่ไหนขึ้นอยู่กับวิสัย ทัศน์ของผู้นำท้องถิ่นที่มีนโยบายในการพัฒนาท้องถิ่นนั้น หากกำหนดไม่ชัดเจน ผังเมืองทำงานลำบาก เช่น ต้องการให้เป็นเมืองสงบเรียบร้อยก็ออกแบบให้มีรูปแบบเป็นเมืองสงบเรียบร้อย แต่ถ้าต้องการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมืองก็จะออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง ต้องกำหนดให้ชัดพื้นที่ไหนจะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การออกแบบสภาพบ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภคก็จะออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของเมืองนั้น เช่น วิถีชีวิตคนจังหวัดอุบลราชธานี ชอบอยู่บ้านเดี่ยว ผังเมืองจะออกแบบควบคุมความสูงไม่ให้มีตึกสูงเกินไปเพราะจะกระทบกับบ้าน เรือนประชาชน แต่ขณะนี้เมืองกระจายตัวมาก ทั้งเขตอำเภอเมืองอุบลราชธานี และอำเภอวารินชำราบ ทำให้มีปัญหาเรื่องการเดินทาง ต้องใช้พลังงานน้ำมัน ระบบขนส่งมวลชน

“ต่างประเทศจะเน้นการออกแบบผังเมืองที่มีความหนาแน่นสูง พอกำหนดสัดส่วนสูง ระบบขนส่งก็อยู่ได้ การเดินทางอยู่ใกล้ที่ทำงานเดินทางระยะสั้น พลังงานลดลง”

เพราะต่างประเทศประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าเสนอความคิดที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน หรือพวกพ้อง จะขัดแย้งกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมไทยต้องมีองค์ความรู้ เพื่อทำให้เกิดการมีส่วนร่วมตรงนี้ และทุกภาคส่วนต้องปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน หรือพวกพ้อง

อาจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ยังมองว่าผังเมืองไทยยังใช้ทฤษฎียุคเก่าไปนับจากการจราจรมาคาดการณ์ความหนา แน่นแล้วไปขยายเมืองรองรับ แต่ยิ่งขยายถนนมาก รถก็เพิ่มขึ้นมาก หน้าที่ผังเมืองไม่ได้ขยายขนส่งมวลชน เพราะเป็นหน้าที่ท้องถิ่น อย่าให้ความสำคัญกับรถยนต์มากกว่าการเดินเท้า และรถจักรยาน

สำหรับการสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้จะก่อ ให้เกิดปัญหาตามมา เช่น รถติดเพราะในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายประเมินผลกระทบทางด้านการจราจร มีแต่ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในต่างประเทศมีกฎหมายนี้ ถ้าประเทศไทยมีกฎหมายฉบับนี้ ทุกการก่อสร้างต้องประเมินหลังสร้างเสร็จจะมีปัญหาอย่างไร รถเข้า-ออกมากน้อยอย่างไร ปัจจุบัน เอกชนจึงทำเอง เช่น สร้างสะพาน เพื่อลดความติดขัดด้านจราจรไม่ให้การทำธุรกิจมีปัญหา

ขณะที่นายเต็มบุญ ศรีธัญรัตน์ อดีตนักการเมืองท้องถิ่นพูดถึงเรื่องผังเมืองเป็นเรื่องสำคัญใช้ดูแลความ ปลอดภัยให้สังคม จัดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีปฏิบัติ เช่น ใครเป็นผู้กำหนด กำหนดจากอะไร แต่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนค่อนข้างน้อย และกรณีการประกาศ เวลาประกาศออกมาแล้ว ประชาชนในพื้นที่ทราบเรื่องจริงหรือไม่ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบ และการกำหนดสี บางครั้งไม่เป็นธรรม ทั้งการเวนคืนที่ดิน การสร้างตึกอาคารต้องถอยร่นจากถนนไปถึง 3 เมตรกฎหมายระบุให้เวนคืนที่ดินด้วยความเป็นธรรม

เช่น ชุมชนท่าวังหิน ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุแต่ประชาชนอาศัยมา 70 ปี แล้วให้ออกโดยจ่ายค่าเวนคืนแค่ 2 หมื่นบาทจึงไม่เป็นธรรม

นายสุกุล แสงดี ผู้นำชุมชนตำบลโพธิ์ใหญ่ อ.วารินชำราบ กล่าวว่า ผัง เมืองมุ่งแต่เรื่องทำถนน จนลืมเรื่องการบำบัดน้ำเสีย ที่ทิ้งขยะต้องการสร้างเมือง แต่ไม่มีที่ทิ้งขยะ เมืองก็เน่า เพราะปัจจุบัน จังหวัดอุบลราชธานี มีที่ทิ้งขยะที่เดียว ต้องให้องค์การบริส่วนตำบล และเทศบาลมีเทศบัญญัติควบคุมมลพิษ ถ้า อบต.เทศบาลไหนไม่มีความรู้เรื่องนี้ ไม่ควรยกระดับหน่วยงานขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน

นายสมหมาย ชินนาค อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีระบุว่า ผังเมืองฉบับโยธาธิการดูศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขามแต่ลืมมองผ่านมิติทางสังคม คุณสุกุลพูดถูกเรื่องผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนอย่างชุมชนท่าบ้งมั่ง น้ำท่วมจะไหม ชาวบ้านทัพไทยเป็นอย่างไร ถ้ามีการทำกระบวนการมีส่วนร่วมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น การใช้ที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่เกี่ยวข้องเรื่องคน

“อุบลราชธานีเป็นเมืองชุ่มน้ำ ฤดูน้ำ น้ำขึ้น แต่เดี๋ยวมันก็ไปต่อไปจะต้องอยู่กับน้ำอย่างไร ต้องดูประวัติศาสตร์ทำไมเมืองอุบลราชธานีมาตั้งอยู่ริมน้ำแล้วจึงวางผัง เมืองโดยคำนึงถึงมิติทางธรรมชาติด้วย”

ไม่ใช่ใช้วิธีการเทคนิคชั้นสูงอย่างเดียว และเป็นเมืองที่มีมือที่สามเป็นผู้กำหนด จึงเป็นการโตแบบไม่มีทิศทางซึ่งมือที่สามชอบ จึงต้องสร้างประเด็นนี้ให้เป็นมิติทางสังคมเพื่อช่วยกันจับตาดู

ขณะที่ประธานหอการค้าจังหวัด นายนิมิตร สิทธิไตรย์ เสนอความเห็นว่า ถ้ามองผังเมืองเป็นมิติเดียว คือ มองถึงลักษณะการใช้สอยของพื้นที่เหมือนในแผนที่ จะเห็นเป็นมิติแบบแบนราบ แต่ความจริง ผังเมืองมี 3 มิติได้แก่ มิติภูมิประเทศ มิติการต่ำสูงของพื้นที่ มิติการนำมาสู่ความสุขสบาย พื้นที่บางแห่งเป็นที่ลุ่มรับน้ำ แต่ตัวเมืองจริงๆ เป็นที่สูง

อดีตเรื่องน้ำไม่กระทบเท่าไหร่เพราะน้ำท่วมรอบนอก ใจกลางเมืองไม่เคยท่วม แต่ตอนนี้น้ำท่วมหมด เพราะน้ำไหลไม่ทันระบบผังเมืองย่อมเป็นประโยชน์ในการไหลของน้ำตัวแปรที่ทำ ให้ผังเมืองผิดเพี้ยน คือ ตัวรายละเอียดภายใน เช่น กำหนดเป็นที่อยู่อาศัย แต่ไปอยู่อาศัยแบบหนาแน่นเกินไป ต้องทำผังเมืองแจกประชาชนติดไว้เหมือนปฏิทินทุกบ้าน ถ้าผังเมืองยังเป็นความลับ ประชาชนไม่เข้าใจ ไม่มีส่วนร่วม และไม่หวงแหน

ส่วนเรื่องการกำกับผู้บริหารเทศบาลเป็นบุคคลมาจากการเลือกตั้งเป็น ตัวแทนที่ทำให้เกิดความสุขแก่พี่น้องประชาชนต้องกลั่นกรองภายใต้การกำกับ ดูแล เพราะเชื่อใน 2-3 ปีข้างหน้าจะมีปัญหาเรื่องระบบการจราจรแน่นอน การระบายน้ำเสียจำนวนมากออกจากตัวเมืองลงสู่แม่น้ำมูล หากไม่แก้ไข ไม่กำกับดูแลอย่างจริงจัง เมืองนี้มีปัญหาแน่นอน

สำหรับเวทีเสวนาครั้งนี้ สามารถติดตามชมได้ทางสถานีเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั้งโสภณเคเบิลทีวี ราชธานีเคเบิล วีเคเบิลทีวี รวมทั้งเสียงผ่านสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน และสถานีวิทยุคลีนเรดิโอ หรือผ่านเว็บไซด์ www.sangsook.net

ภาพ, ข่าว : ASTV