สคจ.รำลึก 23 ปีเขื่อนปากมูล-การจากไปของ “วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์”

สคจ.รำลึก 23 ปีเขื่อนปากมูล-การจากไปของ “วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์”

อุบลราชธานี-กลุ่มชาวบ้านสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี รวมตัวสะท้อนปัญหาถอดบทเรียน 23 ปีแห่งการต่อสู้ และรำลึกการจากไป 5 ปี “วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” นักสู้เพื่อคนจน

ที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทยบ้านปากมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี กลุ่มชาวบ้านสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล และเครือข่ายนักวิชาการจาก 41 องค์กร จัดเวทีสาธารณะ 23 ปีการต่อสู้ของคนปากมูลกับเส้นทางการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชน และรำลึก 5 ปี “วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” และผองเพื่อนผู้จากไปโดยมีการจัดเวทีการแสดงดนตรีสากล และพื้นบ้าน เวทีวิชาการ และเวทีเสวนาก้าวที่ผ่านมา และก้าวต่อไปของขบวนการภาคประชาชน

โดยมีนักวิชาการสิทธิมนุษยชน และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งคณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล สะท้อนปัญหาการดำรงชีวิตของคนลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐที่ผ่านมา

นางสมปอง เวียงจันทร์ ประธานคณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูน (ชชช.) กล่าวว่า เริ่มต่อสู้หลังรัฐบาลอนุมัติให้สร้างเขื่อนปากมูลเมื่อปี 2532 เพราะเห็นตัวอย่างจากเขื่อนสิรินธรที่ชุมชนล่มสลาย จากโครงการพัฒนาของรัฐแ ละต่อมา น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นผู้เข้ามาต่อยอดให้ขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง แม้ไม่สามารถยับยั้งโครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลไว้ได้ แต่ก็ประสบความสำเร็จให้ ครม.มีมติเปิดประตูเขื่อนปีละ 4 เดือนคืนธรรมชาติให้แก่ชาวลุ่มน้ำเมื่อปี 2545 เป็นต้นมา แต่ขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านยังต้องเดินต่อไปเพราะภารกิจการเรียกร้องให้ประตูเขื่อนปากมูลถาวรยังไม่สำเร็จ

ขณะที่นายประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) ระบุถึงการต่อสู้ภาคประชาชนปัจจุบันหลายขบวนการที่ร่วมสู้มากับเขื่อนปากมูลหยุดไปแล้วทั้งที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะเกิดความแตกแยกในขบวนการต่อสู้ของประชาชน ทำให้รัฐสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ ผิดกับขบวนการต่อสู้ของชาวปากมูลที่ยังเข้มแข็ง ทำให้ข้อเรียกร้องหลายประการได้รับการแก้ไข

แม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่ถือว่ากระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านปากมูลเป็นตัวอย่างที่ดีในประเทศนี้ ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการคสิทธิมนุษยชนกล่าวถึงการจากไปของ น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นความสูญเสียที่เสียนักต่อสู้เพื่อคนจน เพราะหลายข้อเรียกร้องของชาวบ้านปากมูลประสบความสำเร็จ ทำให้รัฐมองเห็นความสำคัญของกระบวนการต่อสู้ภาคประชาชนที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

แม้วันนี้จะไม่มี น.ส.วนิดา แต่ขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านปากมูลที่ทุกคนเป็นแกนนำเหมือนกันหมดยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ รายงานข่าวแจ้งต่อว่า สำหรับในช่วงเย็นวันเดียวกัน จะมีการขับเสภา และบทกวี รำลึกการเสียชีวิตของ น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ แกนนำชาวบ้านเขื่อนปากมูล ซึ่งประพันธ์โดยอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ส่วนเช้าวันที่ 16 ธ.ค.จะมีพิธีทำบุญตักบาตร และพิธีสืบชะตาแม่น้ำมูลของชาวบ้านเขื่อนปากมูลเพื่อระลึกถึงการมาของเขื่อนปากมูลที่ได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือเมื่อ 23 ปีก่อนบริเวณบ้านหัวเหว่ ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และหลังก่อสร้างเสร็จ เขื่อนปากมูลที่มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ 136 เมกะวัตต์ ได้ทำลายวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำ ทำให้วงจรสัตว์น้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำในอดีตมีปริมาณลดลง ชาวบ้านต้องอพยพทิ้งถิ่นเข้าไปทำงานรับจ้างในตัวเมืองส่งผลกระทบด้านสังคมในระยะยาว

ชาวบ้านปากมูล จึงร่วมกับ น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักวิชาการจากองค์กรพัฒนาเอกชนลุกขึ้นสู้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเพื่อคืนธรรมชาติให้ลุ่มน้ำ กระทั่งปี 2545 รัฐบาลมีมติให้เปิดประตูเขื่อนปากมูลปีละ 4 เดือน และปิดประตูเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า 8 เดือน แต่กลุ่มชาวบ้านปากมูลยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร แต่ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล จึงมีการต่อสู้กันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ข่าว :  ASTV

POSTTODAY

ภาคประชาชนรำลึก5ปีมด-วนิดาแห่งปากมูล

วันที่ 15 ธ.ค. ที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านปากมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี มีการจัดเวทีสาธารณะ 23 ปี การต่อสู้ของคนปากมูล กับเส้นทางการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชนและรำลึก 5ปี วินิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ และผองเพื่อนผู้จากไป

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การที่ประชาชนเข้ามาร่วมงานครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายด้วยกัน คือ การอยู่เพื่อสังคมที่เคยรับรู้การต่อสู้ของ “วนิดา” เคยบอกว่า “ฝากสังคมไทย ไว้กับภาคประชาชนทุกคน” ที่เคยร่วมต่อสู้เพื่อทวงสิทธิที่เป็นส่วนร่วมของคนยากจนที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ และเคยได้รับความยุติธรรม

อย่างกรณีเขื่อนปากมูล เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุด การต่อสู้เพื่อลุ่มน้ำมูลแสดงให้เห็นศักยภาพที่ประกาศ การต่อสู้เพื่อทุนชีวิต ในการดำรงอยู่ภายใต้ความพอใจกับภาคการเกษตร ที่ผสมผสานกับเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่เป็นทางเลือก ขัดแย้งกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นเพียงแค่ทุนนิยม ซึ่งไม่มีประชาชนคนใดต้องการให้รัฐบีบบังคับ ที่ผ่านมาพบว่าหลายรัฐบาลไม่มีความชอบธรรม ในการตอบสนองนโยบายสาธารณะ ซึ่งแนวคิดการต่อสู้ คือ ไม่แย่งชิงอำนาจฝ่ายใด แค่ขอให้บริหารจัดการพร้อมๆกับการเดินไปข้างหน้าของประชาชน ที่ควรมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรทุกอย่าง

นพ.นิรันดร์ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ขณะนี้ ประชาชนต้องศึกษาแล้วว่าจะมีการแสดงออกด้านใด ลำดับแรก คือ การต่อสู้เพื่อที่ดิน เพื่อสร้างสรรค์นโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการสินแร่ การแข่งขันเพื่อป่า การต่อสู้เพื่อปกป้องลุ่มน้ำ เป็นไปเพื่อต่อต้านทุนนิยมที่เน้นประโยชน์ส่วนปัจเจก เพื่อเรียกร้องให้รัฐปกป้องวิถีชีวิตดั้งเดิมที่หล่อเลี้ยงประชาชน ไม่ใช่หล่อเลี้ยง ผู้มีอำนาจ ที่เป็น ทุนข้ามชาติ พยายามยัดเยียด อุตสาหกรรมการเกษตร และยัดเยียดความเป็นชนชั้นแรงงานภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อประชาชนกลุ่มใหญ่ ขณะที่นักการเมืองมัวแต่แย่งชิงอำนาจของผลประโยชน์ แล้วพลเมืองกลายเป็นเหยื่อของเสรีนิยม

“การต่อสู้ครั้งต่อไปของประชาชนควรเป็นไปเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต คือ ต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชน ต้องมีส่วนร่วมในการส่งเสริมประชาธิปไตย ภาคการเกษตร และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายบริหารภาคทรัพยากร เช่น เรื่อง โฉนดชุมชน การประมงพื้นบ้าน การจัดการสินแร่ เพื่อไม่ให้ทุนข้ามชาติเข้ามากอบโกย นอกจากนี้ยังมีเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ภาคประชาชนต้องไม่นำเอาอุตสาหกรรมภาคการเกษตรที่เข้ามายัดเยียด แต่ต้องส่งเสริมการปลูกและผลิตอาหารเองที่มีมาดั้งเดิม สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีความมั่นคงมาโดยตลอด ความรู้ที่สั่งสมมานาน เป็นหน้าที่ของประชาชน ซึ่งในวันนี้ต้องรำลึกถึงผลจากการต่อสู้ในอดีตและพัฒนารูปแบบการต่อสู้ต่อไป”

นางสุนี ไชยรส รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า บทเรียนจากปากมูล เป็นตัวอย่างผลกระทบที่สามารถนำไปอ้างในการสร้างเขื่อนอื่นๆ ได้ เช่น เรื่องที่รัฐอ้างเรื่องบันไดปลาโจน ในทุกเขื่อนที่จะสร้าง อาทิ เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนฮัตจี สะท้อนว่า เขื่อนไม่มีประโยชน์ต่อคนกลุ่มใหญ่ แต่มีผลดีกับทุนนิยมที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องเขื่อนต่อไป ขณะที่เรื่องที่ดิน ยังเป็นปัญหา กระจุกตัวอยู่แต่กลุ่มคนรวย ส่วนประชาชนอยู่ในฐานะผู้บุกรุก แล้วถูกจับกุม เสียชีวิตในสนามการต่อสู้ โดยที่ผ่านมาพบว่า รัฐบาลทุกยุค สั่งให้นายทุนและเจ้าของโครงการเจรจากับชาวบ้าน ขณะที่รัฐบาลไม่เคยยอมรับเรื่องร้องทุนของประชาชน ทำให้เกิดความขัดแย้งเอง และพยายามลอยตัวประชาชนให้เผชิญทุกข์อย่างเลื่อนลอย

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาหลักของการต่อสู้ภาคประชาชน คือ การต่อสู้ของพรรคการเมืองสองสี แม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็มีทางอ้อม คือ การต่อสู้ของการเมืองสองสีทำให้ขบวนการภาคประชาชนมีความยุ่งยากมากกว่าเดิม เช่น กรณีที่เรียกร้องรัฐบาล เพื่อสิทธิของประชาชน หากสีใดครองอำนาจรัฐ ประชาชนเคลื่อนไหวต่อรัฐบาลใด กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลนั้นๆ ก็จะมองว่า ภาคประชาชนทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลฝ่ายตน จนถูกมองเหมารวมว่า เป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมักไม่มองปัญหาของคนส่วนมากแต่กลับมองว่าถูกอีกฝ่ายว่าจ้าง เพื่อการเคลื่อนไหว ทำให้ปัญหาไม่ถูกแก้ การรำลึก 5 ปี ของมด วนิดา จึงเป็นการตอกย้ำถึงการต่อสู้เพื่อกลุ่มคนรากหญ้า ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนฝ่ายการเมือง

นางสมปอง เวียงจันทร์ ประธานคณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล (ชชช.) ได้ยื่นหนังสือการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล ต่อ นายจรัล เพื่อนำส่งยังนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกฯ เร่งรัดและออกคำสั่งมีการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลอย่างเป็นธรรม มีเนื้อหาเรียกร้องให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ได้ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมเป็นธรรม ที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งมีตัวแทนนักวิชาการ ข้าราชการและตัวแทนภาคประชาชนเป็นอนุกรรมการร่วมพิจารณาหลักเกณฑ์การแก้ไขด้วย โดยขอให้นายกให้ ประธานอนุกรรมการฯ ได้เรียกประชุมสมาชิกทั้งหมดเพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

โดย นางสมปอง กล่าวว่า จากการที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล ได้มาร่วมงานรำลึกฯ ในครั้งนี้ มีการรวบรวมรายชื่อกว่า 3,000 คน เพื่อยื่นหนังสือดังกล่าวแก่นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ประชาชนทุกคนได้ร่วมต่อสู้เพื่อคัดค้านโครงการมาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งมี มด วนิดา เป็นตัวแทนสมัชชาที่ร่วมต่อต้านโครงการอันทำลายคุณภาพชีวิตของคนลุ่มน้ำมูล มาเนิ่นนาน จึงอยากให้รัฐบาลมีการแก้ไขอย่างจริงจัง

MCOT

สมัชชาคนจนยันเดินหน้าเรียกร้องกรณีเขื่อนปากมูล

 อุบลราชธานี 16 ธ.ค.- กลุ่มสมัชชาคนจนร่วมองค์กรพัฒนาเอกชนทำพิธีสืบชะตาแม่น้ำมูล ประกาศเจตนารมณ์เรียกร้องคืนธรรมชาติและให้รัฐบาลเร่งชดเชยชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล

วันนี้ (16 ธ.ค.) เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน 41 องค์กร และกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล ร่วมกันทำพิธีสืบชะตาแม่น้ำมูล  ที่สำนักงานประมงบ้านหัวเหว่ ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของ น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ แกนนำชาวบ้านที่เสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อน ในการเรียกร้องรัฐบาลให้มีมติเปิดเขื่อนปากมูลอย่างถาวร

นายกฤษกร ศิลารักษ์ ผู้ประสานงานชาวบ้านปากมูล กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องของชาวบ้านปากมูลในรัฐบาลที่ผ่านมามีความคืบหน้าไปมาก เพราะมีการเยียวยานำเงินชดเชยชาวบ้านที่สูญเสียอาชีพตลอด 23 ปี ที่มีการสร้างเขื่อน รวมทั้งทดลองเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บานตลอดทั้งปี เป็นเวลา 5 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประชุมของ ครม. แต่ยังไม่มีมติออกมา กระทั่งเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการภาคประชาชนเมื่อเดือน ม.ค.2555 จนถึงขณะนี้ยังไม่คืบหน้า

นายกฤษกร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของชาวบ้านปากมูลที่ผ่านมาได้การยอมรับว่าการสร้างเขื่อนแห่งนี้รัฐเป็นฝ่ายล้มเหลว ทำให้เกิดกการเกาะกลุ่มรวมตัวของชาวบ้านในการทวงคืนแม่น้ำคืนมาให้ชุมชน ส่วนยุทธศาสตร์ต่อไปคือ ผลักดันให้รัฐบาลชุดปัจจุบันยอมรับผลการศึกษาของนักวิชาการที่ให้ทดลองเปิดประตูเขื่อนปากมูลเป็นเวลา 5 ปี และจ่ายค่าชดเชยชาวบ้านตามที่เรียกร้องไป.-สำนักข่าวไทย