กกพ. งัวเงียงัดกฎหมายฟัน “บัวสมหมาย” หลังปล่อยมา 10 ปี

กำกับกิจการพลังงานฯ สุดทน “บัวสมหมาย” ดื้อตาใสปล่อยมลพิษขี้เถ้าแกลบ ลั่นจะใช้กฎหมายดำเนินการขั้นเด็ดขาดหลังปล่อยให้รมควันชาวบ้านมากว่า 10 ปี ขณะที่ชาวบ้านอุบลฯ โจทก์ “บัวสมหมาย” อีกรายแห่ให้กำลังใจ

วานนี้ (29 พ.ย.) เวลา 09.๐๐ น. ที่ศาลปกครองอุบลราชธานี ศาลได้นัดผู้ร้องเรียนและผู้ถูกร้องเรียนมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่นายฐิตวัฒน์ ประตุคำ ตัวแทนชาวบ้านจังหวัดร้อยเอ็ดจำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านนาหนองสร้าง หมู่ที่ 10 บ้านหนองตากล้า หมู่ที่ 11 บ้านหนองม่วง หมู่ที่ 12 บ้านหนองบัวทอง หมู่ที่ 14 และบ้านไทยอุดม หมู่ที่ 17 ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ได้ร้องเรียนองค์การอิสระ หน่วยงานรัฐและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้แก่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด และองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการให้บริษัท บัวสมหมาย ไบโอแมสจำกัด ติดตั้งระบบป้องกันเถ้าแกลบดำ และเสียงดัง จนประชาชนรายรอบโรงไฟฟ้าได้รับความเดือดร้อนมาตั้งแต่โรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 พร้อมทั้งได้ขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ยุติการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าไว้ก่อนจนกว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษให้แล้วเสร็จ และหากบริษัทฯ ไม่ดำเนินการก็ขอให้ศาลได้มีคำสั่งถอนใบอนุญาตโรงไฟฟ้า

ภายหลังการให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อศาลปกครองฯ ตัวแทน กกพ. กรมโรงงานและอุตสาหกรรม ได้มากล่าวกับแกนนำว่า ยินดีสนับสนุนให้ข้อมูลกับศาลเต็มที่ พร้อมให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน เพราะ บริษัท บัวสมหมายฯ ได้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่เคยสั่งให้แก้ไขมลพิษ เช่น ฝุ่นละอองแกลบ และเสียงดังหลายครั้งแล้ว และด้านกกพ.ย้ำว่า หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคราวนี้จะต้องใช้กฎหมายที่ให้อำนาจ กกพ. สั่งให้หยุดดำเนินการไว้ก่อน ฐานฝ่าฝืนคำสั่ง

ในครั้งนี้ ได้มีชาวบ้านจากจังหวัดร้อยเอ็ดที่ได้รับความเดือดร้อนจากโรงไฟฟ้าบัวสมหมายฯ เดินทางมาร่วมรับฟังจำนวนกว่า 70 คน และยังมีชาวบ้านจาก 2 ตำบล คือ ต.ท่าช้าง และ ต.บุ่งมะแลง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของ บ. บัวสมหมายฯ จากการขุดบ่อขนาดเนื้อที่ 15 ไร่ เพื่อเตรียมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ได้เดินทางไปให้กำลังใจจำนวนกว่า 20 คน

ภายหลังให้ข้อมูลต่อศาลฯ นายฐิตวัฒน์ ประตุคำ ผู้ร้องเรียนและแกนนำชาวบ้านกล่าวว่า ตนรู้สึกมีความหวัง เพราะเมื่อศาลถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะคัดค้านการขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ร้องเรียนหรือไม่ ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนหน่วยงานใดคัดค้านเลย จึงหวังว่าชาวบ้านที่ทนทุกข์จากอาการคันระคาย เป็นแผลพุพอง และมีปัญหาด้านระบบหายใจจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าที่ผ่านมา

“ปัญหานี้เรื้อรังมานับสิบปีแล้ว พอมีปัญหา ชาวบ้านเดินขบวนร้องเรียน หน่วยงานรัฐก็ลงมาทีหนึ่ง บริษัทฯ ก็แก้ไขเสียทีหนึ่ง แต่พอสักพักก็ปล่อยมาอีก เป็นอยู่อย่างนี้จนชาวบ้านเหนื่อยหน่ายตามๆ กัน คราวนี้เมื่อเรื่องถึงศาล น่าจะทำให้มีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนเสียที” แกนนำกล่าว

กลุ่มสื่อเสียงคนอีสาน  รายงาน