ภาคเอกชนอุบลฯสับเละค่าแรง 300 บาททำคนตกงานเพิ่ม ทุนใหญ่ยืมมือรัฐฆ่า SMEs

อุบลราชธานี-หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมเมืองดอกบัวสับเละ! นโยบายค่าแรง 300 บาท รัฐบาลออกนโยบายแต่เอกชนเป็นผู้จ่าย จะทำให้ธุรกิจ SMEs ตายทั้งระบบ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ยืมมือรัฐบาลมาฆ่า แต่สุดท้ายแรงงานก็ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายหาเสียงดังกล่าว

วันนี้(29 พ.ย.)ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 จ.อุบลราชธานี นายสมเกียรติฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงานพบปะและร่วมเวทีเสวนากับผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงาน

นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงานระบุว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ในวันที่ 1 ม.ค.2556 ต้องมีผลกระทบกับผู้ประกอบการขนาดเล็กในรูปแบบต่างๆ รัฐบาลจึงออกมาตรการช่วยเหลือรวม 6 ประการ ทั้งการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษีการซื้อขายเครื่องจักรเก่า ลดภาษีนิติบุคคลเหลือร้อยละ 20% และกระตุ้นการใช้จ่ายในภาครัฐในภาคบริการให้สูงขึ้นนายชาญณรงค์ เจียรกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี

ขณะที่นายชาญณรงค์ เจียรกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวว่า ปัจจุบันค่าแรงในจังหวัดมีอัตราการจ้างเฉลี่ยที่ 190-235 บาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แต่หากต้องปรับขึ้นค่าแรงเท่ากันหมด ผู้ประกอบการจะปรับลดแรงงานที่ไม่มีฝีมือออก ก็จะส่งผลกระทบกับจำนวนแรงงานในระบบต้องตกงาน

ส่วนระยะยาวผู้ประกอบการขนาดเล็กจะทยอยปิดกิจการลง อนาคตจะเหลือเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีกำลังเงินสูง และสามารถซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทนแรงงานที่ลดลงไปได้

นอกจากนี้ การอะลุ้มอล่วยระหว่างนายจ้างกับแรงงานจะไม่เกิดขึ้น ต่อไปแรงงานจะเข้าทำงานสายไม่ได้ เวลาการขอเข้าห้องน้ำก็ลดลง เพราะนายจ้างก็ต้องการได้งานอย่างเต็มทีตามที่ได้จ่ายเงินค่าจ้างไป

“ธุรกิจขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 50% ไปไม่รอดแน่นอน เพราะต้นทุนการผลิตสูง ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เพราะไม่มีใครซื้อสินค้าชนิดเดียวกัน แต่มีราคาแพงกว่าแน่นอน”

นายประชา กิจตรงศิริ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานีขณะที่นายประชา กิจตรงศิริ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวเสริมว่า มาตรการที่รัฐบาลบอกให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ขณะนี้ยังไม่เกิดเป็นจริง เพราะผู้ประกอบธุรกิจใน 7 จังหวัดนำร่องที่ขึ้นค่าแรงไปแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.2555 แม้จะยื่นขอรับเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับเงินกู้ดังกล่าว เพราะเครดิตที่มีต่อสถาบันการเงินได้ใช้ไปเต็มวงเงินแล้ว

ขณะนี้ผู้ประกอบการทำได้เพียงช่วยเหลือตัวเอง และต้องทยอยปรับลดคนงานลงเรื่อยๆ และก็ต้องเลิกกิจการไปในที่สุด ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ต้องตกงานเพิ่มขึ้นในปีหน้า และแรงงานทั้งหมด ต้องไปอยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่เข้าอยู่ในระบบ และไม่ได้รับค่าแรงวันละ 300 บาท ตามที่รัฐบาลต้องการแน่นอน

สิ่งที่หอการค้าอุบลราชธานีเป็นห่วงมากที่สุด ขณะนี้คือ ผู้ประกอบการรายย่อย SMEs หากยังจำกันได้เมื่อคราวประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี 2540 ผู้ประกอบการรายย่อยคือ ผู้ที่ช่วยให้ประเทศรอดพ้นภาวะล้มละลาย เพราะเป็นผู้เข้ามาพยุงประเทศชาติเอาไว้

“แต่มาตรการขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่อยากพูดว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ยืมมือรัฐบาลมาฆ่าผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจ้างงานแรงงานที่มีคุณภาพในราคาสูงกว่าวันละ 300 บาทอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีสายป่านยาวสามารถซื้อเครื่องจักรใหม่มาใช้แทนแรงงานคนได้ ตรงข้ามกับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีทุน”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานจากกลุ่มตัวอย่าง จากผู้ประกอบการจำนวน 1,707 แห่ง หลังปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท เมื่อเดือน เม.ย. มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยจำนวน 299 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 17.52 ส่วนอีก 1,408 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ SMEs ได้รับผลกระทบคิดเป็นร้อยละ 82.48 โดยทำให้ต้นทุนสูงคิดเป็นร้อยละ 70 ขายสินค้าได้น้อยลงร้อยละ 20 และไม่สามารถขยายกิจการได้อีกร้อยละ 10

จึงมีการเสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนอัดฉีดเงินเข้ามาช่วยเหลือในการขึ้นค่าแรง ในปี 2556 ขอให้รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินร้อยละ 75 ของจำนวนเงินที่ปรับขึ้น โดยเอกชนจ่ายร้อยละ 25 ส่วนในปี 2557 ให้การสนับสนุนของรัฐบาลลดลงเหลือร้อยละ 50 ส่วนอีก 50 เอกชนจะเป็นผู้จ่าย และในปีต่อมาคือปี 2558 รัฐบาลจ่ายเงินลดลงเหลือร้อยละ 25 เอกชนจ่ายร้อยละ 75 และในปีต่อไปคือ 2559 เอกชนเป็นผู้จ่ายเงินค่าแรงในส่วนที่ปรับขึ้นทั้งหมดเอง เพื่อให้เวลาปรับตัวของธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าแรงดังกล่าว

แต่ข้อเสนอดังกล่าวรัฐบาลยังไม่เห็นชอบ ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับเอกชน จึงมีการคาดการณ์หลังขึ้นค่าแรงทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.2556 จะส่งผลต่อการประกอบการและการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดเล็กดังกล่าว

ภาพ/ข่าว : ASTVผู้จัดการออนไลน์