นพ.สสจ.อุบลฯ เตือนประชาชนเฝ้าระวังการระบาดของโรคคอตีบ

นายแพทย์สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า จากสถานการณ์ จากการระบาดของโรคคอตีบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน – 25 ตุลาคม 2555 พบผู้ป่วยโรคคอตีบทั้งหมด 88 ราย มีจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิต 2 ราย โดยพบผู้ป่วยมากที่สุดใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู และเพชรบูรณ์ ส่วนในพื้นที่ภาคอีสานที่เป็นจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดสูง ใน 9 จังหวัด ได้แก่ เลย เพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย พิษณุโลก ขอนแก่น ชัยภูมิและสกลนคร ส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่มีรายงานผู้ป่วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานีได้เร่งรัด จึงได้เร่งรัด 3 มาตรการหลักการป้องควบคุมการระบาด ( กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ) โดยดำเนินการเฝ้าระวังและควบคุมโรค กำชับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในพื้นที่ ออกประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรคดังกล่าว เนื่องจากอาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคคอตีบจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วประมาณ 2-5 วัน บริเวณที่ติดเชื้อจะมีแผ่นเนื้อเยื่อสีเทา หรือสีขาวเกิด ผนังของหลอดคอและที่ต่อมทอนซิลรอบๆ แผ่นเยื่อสีเทานี้จะบวมแดง โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บในหลอดคอ ปวดศีรษะ นํ้ามูกไหล อ่อนเพลีย อาการ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น ได้แก่ โรคคอตีบของหลอดคอ โรคคอตีบของจมูก โรคคอตีบของหลอด เสียง และโรคคอตีบของผิวหนัง ซึ่งวิธีการป้องกันโรคไข้คอตีบที่ดีที่สุด คือ การให้วัคซีน (ท็อกซอยด์) แก่ เด็กเล็ก โดยฉีด ครั้งแรกเมื่ออายุ 2-3 เดือน ฉีดเข็ม 2 ห่างกัน 2 เดือน แล้วฉีดซํ้าเมื่อเด็กอายุ 1 ปี ฉีดอีกครั้งเมื่อเข้าโรงเรียน รวมทั้งการสร้างสุขอนามัยที่ดีแก่ประชาชนและบุตรหลานในครอบครัว ควรล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้ภาชนะ เช่นแก้วน้ำ ช้อนรับประทานอาหารร่วมกัน ให้ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยเวลาไอจามให้ใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูกหรือใส่หน้ากากอนามัย พักรักษาตัวจนกว่าจะหาย ผู้ป่วย ผู้สัมผัสโรคต้องรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การแพร่กระจายโรค รวมถึงการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตามนัดทุกครั้ง เพื่อลดความรุนแรงของโรคและบรรเทาการระบาดของโรคต่อไป หากบุตรหลานของท่ารับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ขอให้พาไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อรับวัคซีนเพิ่มเติมให้ครบ และหากมีผู้ป่วยสงสัย โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดที่มีการระบาด ขอให้รีบพบแพทย์ และแจ้งทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT)ของทุกอำเภอ หรือที่กลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี โทร 045-255713 เพื่อสอบสวนและควบคุมโรคต่อไป

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี
รสสุคนธ์ มณฑา ข่าว/ส่งข่าว

[nggallery id=139]