โครงการสื่อสร้างหลักประกันสุขภาพอุบลราชธานี ปี 1

จากการดำเนินงานโครงการสื่อสร้างหลักประกันสุขภาพอุบลราชธานีระยะนำร่องโครงการตั้งแต่ 10 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน 2552 ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อสร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ เรื่องหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนในเขตอำเภอวารินชำราบและอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ผ่านการสื่อสารสาธารณะทางสถานีโทรทัศน์ทีวีชุมชนบัวกลางมูลทีวี ทีวีแห่งความดี รายการร่วมทุกข์ร่วมสุข ในช่วง ร่วมคิดร่วมแก้ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา11.00 – 13.00 น. รวมทั้งการถ่ายทอดเสียงผ่านสถานีวิทยุ FM 93.50 MHz และ cleanradio FM 93.50 MHz เว็บไซต์ www.bkmtv.net www.cleanradio92.5.com โดยการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามประเด็นที่ประชาชนร้องเรียน เรียบเรียงเนื้อหาเป็นข่าว ส่งสื่อมวลชนส่วนกลางและสถานีวิทยุชุมชนจำนวน กว่า 54 แห่ง นอกจากนี้ยังได้ผลิตสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์ช่องทางการเข้าถึงสายด่วนบัตรทองอุบลราชธานี ได้แก่สปอต วิทยุ ขอความอนุเคราะห์สถานีวิทยุชุมชนจำนวน 10 แห่ง เปิดสปอตโทรทัศน์ขอความร่วมมือสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์เขต 2 สถานีเคเบิ้ลทีวีในจังหวัดอุบลราชธานี คือ ราชธานีเคเบิ้ลทีวี โสภณเคเบิ้ลทีวี เปิดประชาสัมพันธ์ และป้ายโฆษณา ติดตามจุดที่สำคัญ เช่น หน้าโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ หน้าโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ หน้าโรงพยาบาลวารินชำราบ และตลาดในพื้นที่อำเภอวารินชำราบ และอำเภอเมือง จำนวน 50 แผ่นป้าย หลังจากได้ผลิตสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ทางโครงการได้จัดเจ้าหน้าที่ คอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ ให้คำแนะนำ/ปรึกษา และประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยมีประชาชนจำนวน 14 ราย ได้โทรศัพท์ผ่านสายด่วนบัตรทองอุบลราชธานี เข้ามาร้องเรียน แบ่งเป็นการร้องเรียนเรื่องสายด่วนบัตรทองจำนวน 8 กรณี และร้องเรียนเรื่องอื่นๆ 6 กรณี ในจำนวน 8 กรณี ได้ขอย้ายหน่วยบริการสุขภาพสำเร็จ จำนวน 2 ราย ขึ้นทะเบียนสิทธิ์ว่าง จำนวน 1 ราย ให้คำแนะนำไปแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการ 4 ราย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล 1 ราย จากบทเรียนการดำเนินงานโครงการนำร่องระยะสั้น พบว่าประชาชนที่เข้า มาร้องเรียนส่วนใหญ่ ขาดข้อมูลข่าวสารเรื่องการย้ายหน่วยบริการสุขภาพ ทั้งย้ายข้ามจังหวัดและภายในจังหวัด เมื่อไปถามถึงสิทธิ์การใช้บัตรทองในโรงพยาบาลแล้ว ทราบแต่ว่าไม่มีสิทธิ์ แต่เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ให้รายละเอียดต่อว่า ทำไมไม่มีสิทธิ์ และจะต้องทำอย่างไรถึงจะมีสิทธิ์ใช้บัตรทอง

เพราะฉะนั้นจึงขอให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ ว่า หน่วยบริการสุขภาพทุกแห่ง ควรจะเป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ให้คำแนะนำ คำปรึกษาด้าน สายด่วนบัตรทองโดยตรง พอทราบว่าประชาชนไม่มีสิทธิ์ใช้บัตรทอง ควรสอบถามรายละเอียดและหาทางแก้ไขปัญหาให้ในจุดเดียว รวมถึงรายละเอียดเรื่องเอกสารในการยื่นขอย้ายหน่วยบริการสุขภาพในกรณีที่มาเช่าห้องพักอยู่ ประชาชนไม่กล้าไปขอความร่วมมือ จากเจ้าของบ้านเช่าหรือเจ้าของหอพัก เนื่องจากความเกรงใจและเกรงว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของหอพักในการรับรองที่พักอาศัย แม้ได้รับคำแนะนำจากศูนย์ประสานงานฯแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร จะมีหลักการหรือข้อปฏิบัติอย่างไร ให้ง่ายและสะดวกต่อประชาชนมากที่สุดนอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ประชาชนยังขาดข้อมูลข่าวสารเรื่องการย้ายหน่วยบริการสุขภาพ ซึ่งแสดงถึงจุดอ่อนของการดำเนินงานด้านการสื่อสารสาธารณะ ที่ต้องให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารด้านนี้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชนในปีต่อไปเช่นกัน

[nggallery id=11]

กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ

ประชาชนในเขตอำเภอเมือง และอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

จำนวนผู้ได้รับบริการการให้ข้อมูลและตอบคำถาม

  • จำนวน 14 คน

วิธีการดำเนินงาน

  • ผู้ร้องเรียนทราบช่องทางการเข้าถึงศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนผ่านการประชาสัมพันธ์ ทางสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์เขต 2 เคเบิ้ลทีวี ทีวีชุมชน และป้ายประชาสัมพันธ์ที่ติดตามจุดต่างๆ จำนวน 50 ป้าย แล้วร้องเรียนเข้ามาทางโทรศัพท์สายด่วนบัตรทอง เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไข มีการติดตามผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ โดยผู้ประสานงานได้โทรศัพท์ไปสอบถามผู้ร้องเรียนว่าได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามขั้นตอนที่ได้แนะนำไปหรือไม่ เพื่อติดตามผล

การแก้ไขปัญหา และปัญหา/อุปสรรคที่มี
จำนวนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา รายกรณี

  • 7 กรณี

จำนวนผู้ที่ได้รับการประสานงาน การขึ้นทะเบียนสิทธิว่าง

  • 1 คน

ร้องเรียนอื่นๆ

  • 7 กรณี

การย้าย/เปลี่ยนแปลงสิทธิ

  • ขอย้ายหน่วยบริการสุขภาพสำเร็จ จำนวน 3 คน
  • ให้คำแนะนำไปแล้ว ผู้ร้องเรียนยังไม่ได้ไปดำเนินการ 4 คน
  • อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล 1 คน

จำนวนครั้งที่สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในชุมชน

  • ไม่มี

จำนวนครั้งของกิจกรรมที่รับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่

  • ไม่มี

ปัญหา/อุปสรรคที่พบจากการดำเนินงาน

  • ผู้ประสานงานยังขาดความรู้และข้อมูลข่าวสารที่จะนำมาเสนอตามช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เช่น ข่าวความคืบหน้าระดับนโยบายของสปสช.ที่กำลังดำเนินงานอยู่ ผลจากการทำงานของภาคประชาชนที่ผ่านมา ได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอะไรบ้าง รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดของการดำเนินงานด้านต่างๆของสปสช.
  • การทำงานประเด็นการรับเรื่องร้องเรียน ควรใช้เวลาการทำงานนำร่องอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป จะทำให้คณะทำงานได้รับความรู้และประสบการณ์มากกว่านี้ เพราะการรับเรื่องร้องเรียนต้องอาศัยเวลาให้ประชาชนทราบช่องทางและร้องเรียนเข้ามา ซึ่งขณะนี้ก็มีผู้ร้องเรียนทยอยโทรศัพท์เข้ามาสอบถามเป็นระยะๆ