นักวิจัย ม.อุบลฯยืนยันด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ “ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านในระบบนาอินทรีย์ได้ผลผลิตเพิ่มเป็น 2 เท่า”

ข้าวมีความสำคัญต่อคนไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นทั้งอาหารและเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศไทย แต่ผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ของไทยยังต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยข้าวของโลกและของประเทศผู้ผลิตข้าวรายอื่น ๆ อาทิ ปีเพาะปลูก2551/52 ผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ของไทยจากนาปีและนาปรังได้เพียง 453 ไร่ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 669 กก./ไร่ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา มีผลผลิตข้าวเฉลี่ย 1,294 กก./ไร่ จีน 1,029 กก./ไร่ และเวียดนาม 797 กก./ไร่

ในสภาพตลาดข้าว ข้าวหอมของไทยกำลังเผชิญกับคู่แข่งเพิ่มขึ้น ข้าวสารขาวซึ่งไทยส่งออกมาก แต่สภาพการแข่งขันของไทยในตลาดข่าวขาวอยู่ในภาวะถดถอย เพราะข้าวไทยราคาสูง และไทยมีคู่แข่งในตลาดข้าวขาวมากขึ้น แต่ข้าวอื่น ๆ เช่น ข้าวเหนียว ข้าวสี ข้าวกล้อง ข้าวเชิงสุขภาพ ตลาดมีอนาคตดี ไทยส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนตัน เป็น 7-8 แสนตัน โอกาสของไทยในตลาดนี้ยังไปได้ดี สำหรับข้าวสีจะพบมากในข้าวพื้นบ้านเช่น ข้าวก่ำ มะลิดำ ซึ่งเป็นข้าวสีดำ ข้าวมะลิแดง สังข์หยด มันปู ซึ่งเป็นข้าวสีแดง เป็นต้น

ก่อนการปฏิวัติเขียว ไทยมีพันธุ์ข้าวที่หลายหลาย เกษตรกร หันไปปลูกข้าวประมาณ 3- 4 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถขายได้ แต่บางครัวเรือนของเกษตรกรยังคงปลูกข้าวพื้นบ้านไว้เพื่อบริโภคเอง หรือไว้ใช้ในพิธีกรรม หรือตำรับยา

ในปี 2554-2555 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทีมวิจัยโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา หุตานุวัตร หัวหน้าโครงการ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับโครงการข้าวปลาอาหารอีสานมั่นยืน เกษตรกรและศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ดำเนินโครงการทดสอบกระบวนการผลิตข้าวพื้นเมืองอินทรีย์ที่พัฒนาโดยเกษตรกร เพื่อ ความยั่งยืนและการพึ่งตนเอง

รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ หุตานุวัตร และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานัส ลอศิริกุล กล่าวถึงผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ของกระบวนการผลิตข้าวพื้นบ้านอินทรีย์โดยใช้พันธุ์อีเตี้ย หอมสามกอ เปรียบเทียบกับพันธุ์ กข.10 ซึ่งเป็นพันธุ์มาตรฐานของราชการ ในพื้นที่นาภาคอีสานทั่วไป 2 พื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี

ผลการทดลองที่แปลงดินทรายร่วนของนางทองมวย มีสง่า เกษตรกรบ้านบุ่ง ตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวพื้นบ้านพันธุ์อีเตี้ยจาก 373 กก./ไร่ ในนาปรัง 2554 เป็น 753 กก./ไร่ ในนาปรัง 2555 เพิ่มขึ้นถึง 102% ส่วนหอมสามกอ ซึ่งกินอร่อยเพิ่มขึ้นจาก 344 กก./ไร่ เป็น 753 กก./ไร่ เพิ่มขึ้น 89 %

เมื่อทดลองที่ดินร่วนปนทรายซึ่งเป็นดินน้ำซับที่มีสนิมเหล็กที่แปลงนางราตรี ทองอาจ เกษตรกรบ้านสุขสมบูรณ์ ตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ในนาปรัง 2555 พันธุ์อีเตี้ยให้ผลผลิตถึง 813 กก./ไร่ ส่วนหอมสามกอให้ผลผลิตถึง 800 กก./ไร่

ทำอย่างไรผลผลิตข้าวพื้นบ้านจึงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วงเพียงปีกว่า ?????
คำตอบอยู่ที่ …. การปรับปรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพ ใช้น้ำหมักชีวภาพ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ สำหรับสนิมเหล็กซึ่งเป็นปัญหาทำชีวภาพเร่งกอ และน้ำหมักชีวภาพเร่งดอก และใส่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ สำหรับสนิมเหล็กซึ่งเป็นปัญหาทำให้ผลผลิตลดลง ก็แก้ไขโดยปรับ pH ดินด้วยแกลบเผาและไดโรไมท์

ถ้าชาวนาอีสานหันมาปลูกข้าวโดยปรับปรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพ ใช้น้ำหมักชีวภาพ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ชาวนาจะเพิ่มผลผลิตข้าว และยังลดต้นทุนการผลิตซึ่งทำให้ชาวนามีกำไรมากขึ้น ไม่ต้องไปหวังการเพิ่มราคาข้าว เพราะเมื่อราคาข้าวสูงขึ้น ราคาปัจจัยการผลิตก็สูงขึ้นไปเป็นเงาตามตัว

“ทางรอดของชาวนาอีสาน การหวนกลับมาปลูกข้างอินทรีย์ ที่ผู้บริโภคอยากเห็นผู้ปลูกก็มีกำไร”
เมื่อวันที่12 ตุลาคม 2555 ทีมนักวิจัย คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา หุตานุวัตร หัวหน้าโครงการ ได้ลงพื้นที่ ณ แปลงนาวิจัยของนางทองมวย มีสง่า เกษตรกรบ้านบุ่ง ต.โนนกาเล็น อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี เพื่อถ่ายทอดความรู้ และนำเสนอผลงานวิจัยให้กับหัวหน้าชุมชน เกษตรกรและผู้สนใจทราบข้อมูล อีกทั้งเป็นแรงจูงใจในการหันมาสนใจทำนาโดยไม่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ แทนปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้วยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้ 100%ถึง 160% ในผลวิจัยของ 3 ฤดูการผลิตที่ทดลองมาหลังจากแลกเปลี่ยนความรู้ทีมวิจัยได้นำเกษตรกรลงพื้นที่ชมแปลงทดลองในการนี้ นายพูนศักดิ์ เมฆวัฒนากาญจน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานีที่ปรึกษาโครงการวิจัยฯ ได้ให้เกียรติเข้าร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกข้าวแก่เกษตรกรด้วยและนี่คืออีกหนึ่งผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ได้มุ่งพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ว่า“มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีสร้างสติและปัญญาแก่สังคม บนพื้นฐานความพอเพียง”

[nggallery id=130]