วอนอย่าหลงกลบริษัทบุหรี่บิดเบือนข้อมูล

คาดบริษัทบุหรี่ข้ามชาติอยู่เบื้องหลังความพยายามคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมยาสูบ เพราะเกรงจะถูกคุมเข้ม วอนผู้มีอำนาจศึกษาข้อเท็จจริงให้ละเอียด ชี้ไม่มีมาตราใด ห้ามปลูกยาสูบ

ตามที่กระทรวงสาธารณสุขจะจัดเวทีรับฟังความเห็นต่อร่างพ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบ สำหรับพื้นที่ภาคกลางในวันศุกร์นี้ และชาวไร่ยาสูบ รวมทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้นั้น  ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ  เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะตนเชื่อว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดหาก พ.ร.บ.นี้ล้ม คือ บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ

ศ.นพ.ประกิตเปิดเผยว่า จากการติดตามข่าวในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีความพยายามให้ข้อมูลที่บิดเบือนว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะทำให้ชาวไร่ยาสูบตกงาน และจะมีการห้ามปลูกยาสูบภายใน 5 ปี ซึ่งไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย เพราะไม่มีมาตราใดที่กล่าวถึงการปลูกยาสูบเลย และจุดมุ่งหมาย ของ ร่าง พ.ร.บ.นี้ คือการควบคุมการตลาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพื่อป้องกันเด็กไทยไม่ให้ติดบุหรี่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญเนื้อหาสาระของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการปรับปรุงจากกฎหมายที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันให้เข้มขึ้น เช่นห้ามขายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีซึ่งเพิ่มจากกฎหมายปัจจุบันที่กำหนดไว้ที่อายุ 18 ปี รวมถึงการเพิ่มมาตราต่าง ๆ ตามกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบโลก  ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีกับอีก 175 ประเทศและต้องทำตามพันธกรณี

“ผมเข้าใจดีว่า ชาวไร่ยาสูบเกรงว่าคนไทยจะเลิกสูบบุหรี่กันหมดหลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมา ตามคำยุยงของบริษัทบุหรี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และไม่มีทางเป็นจริง เพราะบุหรี่เป็นสินค้าที่มีอำนาจเสพติดสูงมาก แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและมาตรการควบคุมยาสูบมากว่า 25ปี  แต่จำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ในปี พ.ศ.2554  ยังคงอยู่ที่  13  ล้านคน  เกือบไม่ได้ลดลงจากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คือ ในปี พ.ศ.2534 ที่มีคนสูบบุหรี่   12  ล้านคนเศษ ที่สำคัญปริมาณบุหรี่ที่ผลิตออกมาขายก็ไม่ได้ลดลงยังคงอยู่ที่ 2,000   ล้านซองต่อปี ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมาที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้อัตราการสูบบุหรี่จะลดลงแต่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น  ซึ่งหากเราไม่มีการรณรงค์ไม่มีกฎหมายและมาตรการต่างๆ จำนวนผู้สูบบุหรี่ในขณะนี้จะมีมากถึง 17  ล้านคน”ศ.นพ.ประกิตกล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บางฝ่ายกังวล คือส่วนแบ่งการตลาดของโรงงานยาสูบที่ลดลง แต่บริษัท บุหรี่นอกมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น เพราะสามารถขายในราคาที่ใกล้เคียงกับบุหรี่ไทย เพราะไม่ต้องเสียภาษีบุหรี่นำเข้าตามข้อตกลงอาฟตาถ้ากฎหมายนี้ถูกล้ม  หรือถูกตัดบางมาตราออก “ผมเชื่อว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์มหาศาลจากร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คือบริษัทบุหรี่นอก โรงงานยาสูบไทยจะต้องเข้าใจว่า  กฎหมายใหม่กำหนดมาตรการควบคุมการตลาดที่เข้มข้นขึ้น  ซึ่งจะทำให้โรงงานยาสูบสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่บุหรี่นอกช้าลงเพราะหากกฎหมายมีจุดอ่อนอย่างที่เป็นอยู่บริษัทบุหรี่นอกมีกลยุทธ์และทุนมหาศาลในการทำการส่งเสริมการขายและจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจากโรงงานยาสูบในที่สุดล่าสุดบริษัท ฟิลลิปมอริสไทยแลนด์ได้สนับสนุนการดำเนินงานของสมาคมการค้ายาสูบไทยซึ่งมีสมาชิกเป็นร้านค้าปลีกให้ออกมาคัดค้านบางมาตราของกฎหมายนี้”

ผมขอวิงวอนผู้มีอำนาจทั้งหลายให้ศึกษาข้อมูลให้ดีๆและอย่าไปตกหลุมบริษัทบุหรี่เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผลเสียไม่เฉพาะจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยเท่านั้นแต่ประเทศไทยจะเสียหน้าไปทั่วโลกว่าไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบที่รัฐบาลไปลงนามไว้เมื่อปี2547

อนึ่งข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระบุว่าในฤดูผลิตปี 2552/2553 ประเทศไทยมีชาวไร่ยาสูบ 61,056 ราย  ผลิตใบยาได้ 62,448,781 กิโลกรัม  โดยร้อยละ 64.8 เป็นใบยาสำหรับส่งออก และร้อยละ 35.2 รับซื้อโดยโรงงานยาสูบไทย

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ : ศ.นพ.ประกิตวาทีสาธกกิจ

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่โทร. 0-2278-1828 / 08-1822-9799