ปปท.เผย อุบลฯงาบงบยาฆ่าแมลง ประเมิน-เบิกงบเกินจริง ซื้อแพงแถมยาปลอม! ชี้สอบเจ้าหน้าที่ร่ำไห้ยอมรับนายสั่งมา!

ปปท.กัดไม่ปล่อย ทุจริตงบฯยาปราบศัตรูพืช 20จังหวัด ส่อโกง5พันล้าน

รองเลขาธิการ ป.ป.ท. เผย ป.ป.ท.พบทุจริตงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ช่วยเกษตร ใน 20 จังหวัด ภาคอีสาน ส่อโกงวงเงินถึง 5 พันล้าน ชี้ เฉพาะอุบลราชธานีจังหวัดเดียว 1.2 พันล้านวันที่ 16 ก.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายประยงค์ ปรียาจิตต์ รองเลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวถึงการตรวจสอบการใช้งบประมาณ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ด้านพืช) เช่น โรคระบาดที่เกิดขึ้นกับพืชเศรษฐกิจ ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงผิดปกติ ว่า ป.ป.ท.ได้รับข้อมูลจากคณะอนุกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ ซึ่งตรวจสอบพบว่า 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการใช้งบประมาณดังกล่าวในปี 2553-2555 ผิดปกติรวมเป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท
โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งพบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวถึง 1,200 ล้านบาท พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการ ป.ป.ท.จึงสั่งการให้ตนตั้งคณะทำงานพร้อมลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบ 4 อำเภอ ใน จ.อุบลราชธานี คือ อ.โขงเจียม อ.น้ำยืน อ.วารินชำราบ และ อ.เมืองอุบลราชธานี พบพฤติกรรมผิดปกติในหลายประเด็น ทั้งการตั้งเบิกงบประมาณทั้งที่ไม่ได้เกิดภัยพิบัติจริง มีการทำเอกสารย้อนหลังในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเพื่อให้ได้งบประมาณมากขึ้น หรือกรณีที่มีภัยพิบัติแต่ประเมินความเสียหายสูงเกินจริง
“กรณีซื้อ ยาปราบศัตรูพืช กมธ.ต้องการให้ ป.ป.ท.เข้าสืบสวนให้ได้ข้อเท็จจริง เพราะประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนมาก โดยผลการตรวจสอบพบว่า มีการจัดซื้อยาแพงกว่าราคาปกติ 8-10 เท่า โดยราคาขายส่งขวดละ 230 บาทต่อ 1,000 ซีซี ราคาในท้องตลาดประมาณ 280-300 บาท แต่การจัดซื้อของราชการในราคาสูงถึง 1,712 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ายาหลายตัวเป็นยาปลอมเนื่องจากกรรมาธิการได้เรียกบริษัทผู้ ผลิตยาปราบศัตรูพืชมาสอบถาม พบว่ายาบางตัวบริษัทเลิกผลิตไปแล้ว” นายประยงค์กล่าว
นายประยงค์ กล่าวต่อว่า ป.ป.ท.ยังพบความผิดปกติของบริษัทที่ทำสัญญาซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือมีบุคคลต้องสงสัย ชื่อนายอ้วน (นามสมมติ) ทำหน้าที่ยื่นใบเสนอราคาของบริษัทที่เกี่ยวข้อง 8 บริษัท ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด ซึ่งในการยื่นเสนอราคาจะมีใบสั่งเจาะจงเลือกบริษัทรับงาน กำหนดประเภทยา และราคายา โดยบริษัทหลายแห่งเมื่อตรวจสอบแล้วไม่ได้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาปราบศัตรู พืช ทำให้เชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อและฮั้วประมูล ซึ่งบริษัทเหล่านี้บางแห่งเพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทได้เพียง 1 ปี แต่มีเงินหมุนเวียนหลักพันล้านบาท
เบื้องต้นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ เรื่องดังกล่าวคือผู้ลงนามในสัญญาและผู้ตรวจรับงาน ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ต้องตรวจสอบอย่าง ละเอียดต่อไป เฉพาะ จ.อุบลราชธานี มีการประกาศภัยพิบัติ 26 ประเภท จำนวน 329 ครั้ง วงเงินกว่า 1,240 ล้านบาท โดยข้อเท็จจริงพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดโรคระบาด หรือหากมีโรคระบาดก็ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เช่น ปี 53 – 54 มีเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังระบาดเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นเป็นภัยพิบัติ หรือโรคราสีชมพูในยางพารา ที่ไม่ระบาดจริงแต่มีการประกาศเป็นภัยพิบัติ งบประมาณเหล่านี้ถือเป็นเงินจำนวนมากที่ควรนำไปใช้ประโยชน์กับประชาชน แต่กลับตกไปอยู่กับคนกลุ่มเดียว
ป.ป.ท.ลงพื้นที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ระดับล่างเกือบทุกคนร้องไห้และยอมรับว่า ทำไปเพราะถูกกำหนดให้ทำ โดยยอมรับว่าการเบิกจ่ายงบภัยพิบัติฉุกเฉินมีช่องโหว่เพราะสามารถนำเงินมา ใช้ก่อนทำให้เงินรั่วไหลง่ายเกินไป หลังจากนี้ ป.ป.ท.จะเสนอให้บอร์ด ป.ป.ท.มีมติตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยจะขอให้มีการไต่สวนทุกพื้นที่ และจะกันเจ้าหน้าที่ระดับล่างไว้เป็นพยานในคดี” นายประยงค์ กล่าว
สำหรับ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการเบิกจ่ายงบภัยพิบัติฉุกเฉินด้านพืช ประกอบด้วย จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี และบึงกาฬ ส่วนโรคระบาดที่ประกาศเป็นภัยพิบัติ อาทิ โรคขอบไหม้ในข้าวนา โรคไหม้คอรวงข้าว โรคศัตรูพืชหนอนกอระบาดข้าวนา โรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง โรคราสีชมพู เป็นต้น

ข้อมูล :  ไทยรัฐ

ภาพ :  http://www.thairath.co.th/media/content/2012/09/16/291542/hr1667/630.jpg