สมัชชาปฏิรูป : เพิ่มพลังพลเมือง สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

เวทีทำความเข้าใจต่อการปฏิรูปประเทศไทยผ่านกระบวนการสมัชชาปฏิรูประดับจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นที่ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา เป็นเวทีประชุมพูดคุย อันเกิดจากแนวคิดที่ต้องการอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ อันจะเป็นการเพิ่มพลังพลเมือง สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นทีมฝ่ายวิชาการและมูลมีนิธิประชาสังคมเป็นผู้ประสานงานให้เกิดเวทีขึ้น

ในเวทีได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นฐานจากระดับจังหวัด ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการยกระดับความสำคัญของภาคประชาชนและลดอำนาจภาครัฐให้มีบทบาทน้อยลง และเน้นการทำงานแบบบูรณาการ แต่เป็นการบูรณาการที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต่างๆแบบใหม่ ที่เน้นให้เกิดความเท่าเทียมในอำนาจและความคิดที่จะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดและเกิดการปฏิรูปประเทศในอนาคต

ดร.สุรศักดิ์ บุญเทียน ตัวแทนจากสำนักงานปฏิรูปจากส่วนกลางหรือ สปร. กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดถึงคำว่า การบูรณาการกันมากพอสมควรและมีแนวคิดที่อยากจะให้กระบวนการแบบนี้เกิดขึ้นให้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่เวทีนี้เป็นการจัดความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เน้นพลังของภาคประชาชนมากขึ้น

นอกจากนี้ ผศ.ดรอินทิรา ซาฮีร์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ยังได้ช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้สะท้อนทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนเพื่อกำหนดทิศทางของพื้นที่ในอนาคต โดยมองว่า ที่ผ่านมาถึงแม้จังหวัดจะได้กำหนดวิสัยทัศน์เอาไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เห็นผลชัดเจน แต่ถ้าหากวิเคราะห์ให้ลึกลงไป จะเห็นว่าในพื้นที่สามารถกำหนดวิสัยทัศน์ที่จะนำลงไปปฏิบัติอย่างแท้จริงได้แต่ต้องเอาข้อมูลจริงเป็นที่ตั้ง ซึ่งถ้าวิเคราะห์ให้ดีจะเห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน โดยถ้ามองในจุดแข็งก็จะเห็นว่า ในจังหวัดมีพื้นที่ทางด้านการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังมีระบบการคมนาคมครบด้านทั้งเครื่องบิน รถไฟและรถยนต์ หรือถ้ามองในด้านสังคมก็จะเห็นว่า ยังมีมรดกทางวัฒนธรรมรวมทั้งองค์กรภาคประชาชนที่หลากหลายที่จะร่วมกันพัฒนาจังหวัด ขณะเดียวกันก็เห็นจุดอ่อนในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การเกิดภัยธรรมชาติซ้ำซาก ปัญหายาเสพติด ปัญหาน้ำมันและเชื้อเพลิงราคาสูง การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร มาตรฐานการเรียนการสอนต่ำรวมถึงปัญหาการบริหารจัดการของรัฐที่ยังมีประสิทธิภาพไม่มาก

ในช่วงท้าย ได้มีการแบ่งประเด็นเพื่อรวบรวมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเวที โดยได้กำหนดประเด็นใน 5 ด้าน ได้แก่ ประเด็นด้านสุขภาพ ด้านการเกษตร ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากร เพื่อให้เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาของจังหวัดในอนาคต ข้อคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมส่วนมาก ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุภาคส่วนเพื่อให้เข้าถึงปัญหาอย่างแท้จริง อีกทั้งต้องให้ความสำคัญกับชุมชน ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรยั่งยืนที่มองถึงเรื่องการแปรรูป การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ควบคู่ไปกับการแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน เช่น พื้นที่ป่าชุมชน ป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ อันเป็นการแสดงถึงสิทธิการจัดการร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชนให้เกิดการบูรณาการอย่างเท่าเทียม ที่จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมัชชาปฏิรูปที่ได้วางเอาไว้

ข่าว – กมล หอมกลิ่น

ภาพ – กำธร แสนพงษ์