นักวิชาการวิพากษ์นโยบายหาเสียงนายก อบจ. อุบลฯ สวยหรู แต่ทำยาก!

กระเทาะเปลือกเปลือยนโยบายหาเสียงนากยองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี นักวิชาการร่วมชาวบ้านชี้ตรงกัน นักการเมืองมุ่งทำประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของชาวบ้าน เน้นอย่าเชื่อการสร้างจินตนาการ เพราะของฟรีไม่มีในโลก

ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี สื่อสร้างสุขจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ กกต.อบจ.อุบลราชธานี โครงการสะพานโดยการสนับสนุนของ USAID จัดเวทีวิพากษ์นโยบายหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีผู้สมัครทั้งสิ้น 4 คน ประกอบด้วยผู้สมัครหมายเลข 1 นายพรชัย โควสุรัตน์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่หมดวาระ หมายเลข 2 นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย แกนนำเสื้อแดงที่อ้างตัวเป็นประธานนปช.จังหวัดอุบลราชธานี หมายเลข 3 นายพิเชษฐ์ ทาบุตดา แกนนำเสื้อแดงสายชักธงรบ ซึ่งมีความสนิทแนบแน่นกับนายเกรียง กัลป์ตินันท์ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทยปัจจุบัน หมายเลข 4 น.ส.วิลาสินี ศรีธัญรัตน์ ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นผู้สมัครจากสายใด ทราบเพียงมีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี โดยมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ร่วมแสดงความเห็น มีนายสุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

ก่อนเริ่มการเสวนามีการนำวีทีอาร์การแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายของผู้สมัครหมายเลข 1-3 เปิดให้ผู้ร่วมเวทีเสวนาและประชาชนที่สนใจร่วมชมก่อนเป็นเวลาประมาณ 30 นาที

โดยผู้สมัครหมายเลข 1 นายพรชัย โควสุรัตน์ ชูนโยบายแก้แล้ง แก้เจ็บ แก้จน การแบ่งโซนจังหวัด เพื่อให้รองนายก อบจ.รับหน้าที่ไปดูแลด้านงานการพัฒนาพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทำให้โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยรถ 1669 กลายเป็นโครงการนำร่องที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในประเทศไทยนำไปใช้ช่วยเหลือนำประชาชนส่งสถานพยาบาลต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้สมัครรายนี้ ได้ประกาศเป็นนโยบาย เมื่อได้รับเลือกตั้งจะเพิ่มรถ 1669 ให้บริการครอบคลุมทั้ง 212 ตำบลของจังหวัดพร้อมจะขยายพื้นที่ให้บริการของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 2,000 เตียง ให้รองรับประชาชนที่เจ็บป่วยได้อีก และจะทำระบบการขนส่งมวลชนสาธารณะในจังหวัดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่การให้บริการ เพื่อลดปริมาณการใช้รถส่วนตัว

ด้านผู้สมัครหมายเลข 2 นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย เสนอนโยบายให้ค่าตอบแทนอปพร. ตั้งสถานีวิทยุชุมชนให้ครบทั้ง 11 เขตเลือกตั้ง หาที่ดินทำกินให้กับคนจน ตั้งศูนย์กระจายสินค้าชุมชน เพิ่มรถให้บริการ 1669 ตั้งศูนย์สงเคราะห์ดูแดคนชราและคนพิการ นำครูจากต่างประเทศเข้ามาสอนนักเรียนให้มีความรู้สู้กับคนต่างประเทศ รวมทั้งตั้งสภาประชาชน

หมายเลข 3 นายพิเชษฐ์ ทาบุตดา เสนอตั้งโรงเรียนสอนภาษาให้นักเรียนเรียนฟรี โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนแพทย์ และ 1 ตำบล 1 ทุนพยาบาล เพิ่มผลผลิตในการผลิตข้าว ยางพาราอีก 3 เท่าใน 3 ปี ปลดหนี้เกษตรกรอย่างถาวร สนับสนุนให้ทุกอำเภอมีสนามชนไก่ มีสนามมวย เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และทุกตำบลต้องมีฝายขนาดกลางใช้เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง พร้อมสนับสนุนปลูกป่าปีละ 1 ล้านต้น เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

จากนโยบายหาเสียงของผู้สมัครทั้ง 3 คน ผศ.ชื่น ศรีสวัสดิ์ ประธานสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีกล่าวว่า หลายนโยบายของผู้สมัครยังเป็นนโยบายขายฝัน เช่น การปลดหนี้ การแจกที่ดิน ไม่สามารถทำได้ เพราะคนเป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ และจะเอาที่ดินที่ไหนมาแจกถึงพอกับความต้องการ การเขียนนโยบายของนักการเมืองดูเพียงว่า ปัญหาของประชาชนคืออะไร ก็นำมาเขียนให้ดูสวยหรู แต่ได้รับเลือกไปแล้ว ทำจริงไม่ได้ จึงอย่าไปยึดมั่นกับนโยบายที่ใช้หาเสียง แต่ต้องดูว่าทำอะไรได้จริงบ้าง และสิ่งที่ผู้สมัครทุกคนไม่ได้กล่าวถึงคือ นโยบายด้านการศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา และการส่งเสริมอาชีพ ได้รับการพูดถึงน้อยมาก ทั้งที่เป็นความจำเป็นในการดำเนินชีวิตของประชาชน เพราะนักการเมืองไม่ได้สนใจปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

“ตนเคยทำโพลสอบถามความเห็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในอำเภอแห่งหนึ่ง ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนตอบโพล จะเลือกผู้สมัครที่เป็นผู้สมัครกลุ่มเก่ามากกว่าผู้สมัครกลุ่มใหม่ แต่มีอีก 14% ไม่แสดงความเห็น เพราะรอดูการแจกเงินซื้อเสียง” ผลปรากฏว่า กลุ่มที่คาดจะเป็นผู้แพ้กลับเป็นผู้ชนะ เพราะแจกเงินซื้อเสียงมากกว่า นักการเมืองก็เลยมองปัจจัยการซื้อเสียงสำคัญมากกว่าการเข้ามาทำงานให้ประชาชน

ด้าน ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงนโยบายการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งส่วนใหญ่ นักการเมืองจะมองดูผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองมากกว่าความต้องการของชาวบ้าน เมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้าไป ทำให้ความต้องการของชาวบ้านไม่ถูกบรรจุไว้ในงบประมาณ สำหรับนโยบาย 1 สนามมวย 1 สนามชนไก่ มองว่าการให้ประชาชนพักผ่อน ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำได้ดีกว่า ประเด็นนี้ จึงไม่ใช่การตอบโจทย์ที่ตรงเป้าหมาย และการจะกระจายความช่วยเหลือใดๆ ไม่จำเป็นต้องกระจายไปให้ถึงทุกหมู่บ้าน บางเรื่องควรรวมอยู่ในจุดเดียว เพื่อให้การบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ “และเชื่อว่าในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นของฟรี จึงอย่าเชื่อนโยบายที่นักการเมืองบอกจะให้อะไรมาฟรีๆ เพราะไม่เป็นความจริง”

นายนพภา พันธุ์เพ็ง อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มองว่านโยบายหาเสียงของนักการเมืองจะมองแต่ในภาพเล็กๆ ไม่มองภาพใหญ่ทั้งจังหวัดมีความต้องการอย่างไร หรือต้องเดินหน้าพัฒนาไปอย่างไร อดีตจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีความยากจนเป็นอันดับที่ 65 ของประเทศ แต่ต่อมาเกิดการแยกตัวไปตั้งเป็นจังหวัดใหม่ ทำให้ดูเหมือนความยากจนลดลง แต่ความเป็นจริงคนอุบลราชธานี ไม่ได้มีฐานะดีขึ้น เพราะปัจจุบันประชากรยังมีรายได้เฉลี่ย 41,000บาทต่อปี องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีหน้าที่สำคัญ
ต้องทำให้คนในจังหวัดมีความเป็นอยู่ดี โดยพัฒนาระบบคมนาคม การศึกษา และวางรากฐานทางเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกับนานาชาติ เพื่อผลักดันผลผลิตในพื้นที่ให้เป็นสินค้าส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ไม่รอแต่นโยบายของรัฐบาลกลาง “แต่ปรากฏว่านโยบายของผู้สมัครทั้งหมดให้ความสำคัญด้านรัฐศาสตร์อย่างเดียว ไม่ให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อปากท้องของประชาชน”

อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ ยังให้เหตุผลต่อว่า ผู้สมัครบางคนเป็นมือสมัครเล่น ไม่มีความโดดเด่นด้านนโยบาย เหมือนไปคัดลอกนโยบายของผู้สมัครคนอื่นแล้วมาจัดอันดับผสมกันใช้หาเสียง ผู้สมัครที่เป็นแกนนำคนเสื้อแดง ก็เน้นเป้าหมายไปในกลุ่มคนเสื้อแดง
โดยใช้โทนสีแดงในการจัดทำใบหาเสียง ส่วนผู้สมัครที่เป็นอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ใช้โทนสีชมพู ซึ่งหมายถึงคนเสื้อหลากสีเป็นจุดขาย ก็ถือว่ามีความเป็นอาชีพในการหาเสียงแต่มีสาระค่อนข้างน้อย

สำหรับ ดร.จิตรกร โพธิ์งาม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ระบุว่า นโยบายหาเสียงของผู้สมัครทั้ง 3 คน จำแนกได้คือ ผู้สมัครหมายเลข 1 นายพรชัย โควสุรัตน์ วางกรอบนโยบายครอบคลุมทุกเรื่องของชาวบ้าน สามารถนำไปปฏิบัติได้ง่าย เพราะเน้นด้านการบริหารเป็นสำคัญ ส่วนผู้สมัครหมายเลข 2 นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย ตั้งแต่ตุ๊กตาไว้ในนโยบายหาเสียง และต้องรอถามประชาชนก่อน ส่วนผู้สมัครหมายเลข 3 นายพิเชษฐ์ ทาบุตดา ดึงเอาวิถีวัฒนธรรมชาวบ้านมาใส่ไว้ในนโยบายเป็นส่วนใหญ่
และมีการลงในรายละเอียดไว้มาก หากได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะทำให้ผู้สมัครหมายเลขนี้ ทำงานยากเพราะจะถูกประชาชนตามทวงถามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ในการหาเสียง เพราะบางนโยบายทำได้ยาก

“นโยบายที่ผู้สมัครใช้หาเสียงส่วนใหญ่ ต้องบอกว่าเป็นจินตนาการที่ขาดเหตุผลรองรับ เพราะกายภาพของจังหวัดไม่เหมือนกันทุกอำเภอ ทางตอนใต้ของจังหวัดมีปัญหาอย่างหนึ่ง ทางตอนเหนืออาจมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายนโยบาย จึงไม่ตอบสนองความต้องการของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง” นักวิชาการรายนี้กล่าว

ขณะเดียวกันประชาชนที่เข้าร่วมฟังการเสวนาครั้งนี้ ได้แสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมานักการเมืองไม่ได้มุ่งพัฒนาให้ประชาชนมีอาชีพ มีที่ทำกินอย่างยั่งยืน แต่มุ่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือประชาชนเป็นเรื่องๆไป เพราะนักการเมืองยังมองเห็นประโยชน์ของกลุ่มตนเป็นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ปัจจุบันจึงเห็นชุมชนแออัดในสังคมเมือง เพราะคนจนจากชนบทเข้ามากระจุกอยู่ในตัวเมือง ทำให้อนาคตถ้านักการเมืองไม่แก้ไขเรื่องที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ จะเป็นปัญหาใหญ่ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคต จึงต้องการให้นักการเมืองมีการวางแผนบริหารจัดการ และเน้นทำงานเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ด้วย

[nggallery id=49]