อุบลฯถก 15 ปีภารกิจ กกต.สำเร็จหรือล้มเหลว?

ภาคประชาชนมอง กกต.ยุคแรกทำงานจริงจังได้ผล แต่ยุคหลังตามไม่ทันผู้สมัครและบางช่วงยังให้ความร่วมมือกับผู้สมัคร แต่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ต้องมีกกต.ไว้ตรวจสอบนักการเมือง แม้ต้องใช้เวลานานเป็นร้อยปีเพื่อให้ได้นักการเมืองที่บริสุทธิ์ตรงตามความต้องการของประชาชน

ที่ศูนย์ความรู้กินได้ ห้องสมุดประชาชนจังหวัดอุบลราชธานีสื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ร่วมกับโครงการสะพาน สนับสนุนโดย USAID จัดเวทีถก “15 ปี กกต.สำเร็จหรือล้มเหลว”โดยมีนายนิกร วีสเพ็ญ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด นายสุเชาวน์มีหนองหว้า ประธานสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

นายชาญชัย พีระภาณุรักษ์ เลขาธิการเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี (พีเน็ต) และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และ น.ส.นิฤมล ลิ้มสวัสดิ์ ประธานกลุ่มสหอาสาจับตาเลือกตั้ง ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยมีนายสุชัย เจริญมุขยนันท และ น.ส.ชนินทร์ญา คำดี เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นายสุชัยในฐานะผู้ดำเนินการเสวนาได้ให้ผู้ร่วมรายการประเมินผลการดำเนินงานของ กกต.ที่ผ่านมา จากการปฏิบัติงาน 100% ให้คะแนน กกต.จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งผู้ร่วมรายการให้คะแนน กกต.ที่ผ่านมา 60-70%พร้อมให้ความเห็นว่าการปฏิบัติงานของ กกต.ชุดแรกได้ผลดี แต่ กกต.ชุดหลังๆ ล้วนประสบความล้มเหลว แต่ผู้ร่วมรายการทั้งหมดยังต้องการให้มีคณะกกต.ต่อไป แทนการยุบทิ้งเหมือนที่มีนักวิชาการบางสายและนักการเมืองบางคนต้องการ เพราะเชื่อว่ากกต.ยังเป็นความหวังของประชาชนในการสร้างความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่การคัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานให้กับประชาชน

นายสุเชาวน์ มีหนองหว้า ประธานสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เล่าถึงที่มาของ กกต.ว่า มีการตั้งองค์กรขึ้นเมื่อปี 2540 และควบคุมดูแลการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2544 ซึ่งผลการปฏิบัติงานของกกต.ชุดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี มีการแจกทั้งใบเหลือ และใบแดงให้ผู้สมัคร ส.ส.และ สว. ทำให้มีการเลือก ส.ส.ถึง 5 ครั้ง สว. 6 ครั้ง เพราะขณะนั้นนักการเมืองยังปรับตัวไม่ทัน และผู้ทำหน้าที่ กกต.เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างมาก แต่ต่อมาผู้สมัครมีการปรับกลยุทธ์หลีกเลี่ยงข้อปฏิบัติของ กกต. ทำให้กกต.ตามไม่ทันและยากแก่การตรวจสอบการกระทำความผิด ทำให้ความคาดหวังของประชาชนระยะหลังต่อการทำงานของ กกต.ลดลง แต่ยังมองว่า กกต.ยังต้องเป็นหน่วยอิสระ เพื่อตรวจสอบนักการเมือง เพราะถ้ามีการแก้ไขให้ กกต.ไปอยู่ใต้การกำกับของรัฐบาล ก็เหมือนกรณีกระทรวงมหาดไทยที่ทำหน้าตรวจสอบการเลือกตั้งของนักการเมือง แต่กระทรวงมหาดไทยก็เป็นลูกน้องของนักการเมือง ซึ่งกกต.ก็คงทำหน้าไม่ได้เช่นเดียวกัน “แม้ต้องใช้ความพยายามเป็นร้อยปี เพื่อตรวจสอบการเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองของนักการเมืองให้บริสุทธิ์ยุติธรรมเชื่อว่าประชาชนก็ทนได้”

ด้านนายชาญชัย พีระภาณุรักษ์ เลขาธิการเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี หรือพีเน็ต กล่าวถึงบทบาทหน้าที่พีเน็ตหลังมี กกต.บางครั้งพีเน็ตให้ข้อมูลการทุจริตต่างๆของผู้สมัคร ก็ไม่ได้รับความสนใจจาก กกต. จึงมองว่าฃกกต.อยู่ระหว่างเส้นแบ่งของความล้มเหลวกับความสำเร็จและปัจจุบันพี่เน็ตได้ปรับลดบทบาทจากผู้ตรวจสอบเป็นเพียงผู้จับตาดูการลงคะแนนตามหน่วยเลือกตั้ง จึงเหมือนเป็นไม้ประดับให้ กกต.เพราะไม่สามารถตรวจสอบการทุจริตได้อย่างจริงจังเหมือนในอดีต รวมทั้งปัจจุบันไม่มีกฏหมายให้ความคุ้มครองผู้มาให้การเป็นพยานเหมือนกรณีคดีอาญาทั่วไปและบางครั้งพยานถูก กกต.สอบสวนเหมือนเป็นผู้ต้องหาเสียเองเนื่องจากอิทธิพลของผู้สมัครเหนือกว่าผู้มาให้การเป็นพยาน ทำให้พยานล้มหายตายจากไปจากกระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชน

“ถ้า กกต.ต้องการได้ความยอมรับได้รับความร่วมมือในการตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างจริงจังต้องให้ความคุ้มครองอาสาสมัครเหล่านี้ด้วย”

ขณะที่ น.ส.นิฤมล ลิ้มสวัสดิ์ ประธานกลุ่มสหอาสาจับตาเลือกตั้งระบุว่า เคยให้ข้อมูลการทำทุจริตของผู้สมัครกับ กกต.แต่เพียงวันเดียวพยานก็ถูกคุกคามจากผู้สมัครถึงบ้านพักและมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงานคอยติดตามความเคลื่อนไหวของพยาน ทำให้พยานเกิดความกลัว ต้องหลบหนีออกไปจากพื้นที่จึงไม่เชื่อถือการทำงานของ กกต. แต่ก็ยังเป็นอาสาสมัครจับตาดูการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่ง การเลือกตั้งของประเทศไทยจะดีขึ้น

ด้านนายนิกร วีสเพ็ญ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดชุดปัจจุบันระบุว่า ก่อนมาเป็น 1 ในคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดมีส่วนร่วมจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนตรวจสอบการเลือกตั้งในภาคอีสานคอยสอดส่องคืนหมาหอนร่วมกับกำลังพล ตชด.ซึ่งขณะนั้นสามารถจับความผิดปกติได้จำนวนมาก เพราะองค์กรแข็งแกร่งกระทั่งมี กกต.จึงเป็นหน่วยงานที่เป็นความหวังของประชาชน จะเป็นหน่วยงานที่คัดกรองคนดีเข้าสภา แทนผู้รับเหมา หรือบรรดาเจ้าพ่อ “แต่ก็มักเกิดอุบัติเหตุในการเลือกตั้งโดยบางครั้งเกิดไฟดับระหว่างนับคะแนน ทำให้ผู้สมัครที่รั้งท้ายกลายเป็นผู้ชนะ” แต่ กกต.ในยุคสมัยของพวกตนนอกจากผู้สมัครรับเลือกตั้งจะตรวจสอบกันเองแล้วจะปรับกุลยุทธ์หนุนภาคประชาชนเข้ามาร่วมตรวจสอบกับ กกต.โดยให้เป็นผู้ตรวจสอบทั้งผู้สมัครและการทำงานของคณะ กกต.เพราะเราต้องกวาดบ้านตัวเองให้สะอาด เพื่อให้ประชาชนยอมรับในการทำหน้าที่ของพวกเราด้วยนายนิกรกล่าวถึงการพลิกโฉมหน้าการทำงานของ กกต.ชุดนี้ในอนาคต

[nggallery id=157]