ล่าขบวนการโกงเงินกู้เรียนฉกกองทุนสูญ 4,000 ล้าน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ/ธเนศน์ นุ่นมัน

เดือน มิ.ย. 2551 เกิดโศกนาฏกรรมกรณีนักเรียนหญิงรายหนึ่งก่ออัตวินิบาตกรรมด้วยการผูกคอตายลาโลก เพราะน้อยใจที่ครอบครัวยากจน ไม่สามารถหาเงินไปลงทะเบียนเรียนหลังจากสอบติดคณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง

หลังจากเหตุดังกล่าว ตัวช่วยที่ถูกหยิบขึ้นมาเสนอเป็นทางออกหนึ่งให้กับนักเรียน คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)

 

เงื่อนไขของทั้งสองกองทุน คือ กยศ. ระบุว่า ระเบียบคุณสมบัติผู้กู้ต้องมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อปี ส่งผลให้ครอบครัวที่มีรายได้เกินกว่าที่ระบุ แต่กลับมีลูกมากกว่า 1 คน หมดโอกาสที่จะกู้ยืมได้ ทำให้หน่วยที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลัง ในฐานะเจ้าของเงินกู้ ต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ขยายเพดานรายได้ครอบครัวเป็น 2-2.5 แสนบาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เดือดร้อนจริงสามารถกู้ได้มากขึ้น โดยเริ่มใช้ระเบียบใหม่ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1/2551

นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิกู้หลักๆ จะต้องเป็นนักเรียนชั้น ม.4 ส่วน ม.5-6 นั้น สมัครเป็นผู้กู้รายใหม่ไม่ได้ เว้นแต่ระบุถึงเหตุจำเป็น เช่น ครอบครัวไม่มีรายได้ กำพร้า ฯลฯ โดยโรงเรียนต้องเป็นผู้ยื่นเรื่องเสนอให้คณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 1 พิจารณาเป็นรายกรณี

ส่วนผู้มีสิทธิอีกกลุ่ม คือ นิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องรายได้ต่อครอบครัวไม่เพียงพอ ไม่เคยจบปริญญาตรีในสาขาใดมาก่อน และไม่เป็นผู้ที่ทำงานในระหว่างเรียน โดยเปิดโอกาสให้กู้ได้ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ

ขณะที่เงื่อนไขของ กรอ. มีข้อแตกต่างที่ชัดเจน คือ เป็นกองทุนที่ไม่จำกัดรายได้ครอบครัว แต่ให้ระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศสามารถกู้ได้ และหากไม่ใช่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีเงื่อนไขว่าต้องเสนอเรื่องให้สถาบันการศึกษาพิจารณาเป็นรายกรณีเช่นกัน

กรอ.ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการแยกให้ กรอ.ทำหน้าที่ให้เงินกู้เฉพาะค่าเล่าเรียน กำหนดชำระเงินคืนเมื่อศึกษาจบและต้องมีรายได้แล้วเท่านั้น

หลังจาก ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาระบุว่า พบสถาบันการศึกษาเข้าข่ายทุจริตโครงการกู้ยืมเงินของทั้งสองกองทุน สะสมมาตั้งแต่ปี 25492550 จำนวน 32 แห่ง คิดเป็นวงเงินถึง 4,000 ล้านบาท ตั้งแต่นั้นมากองทุนดังกล่าวก็ตกเป็นเป้าสายตาของสาธารณชนทันที

อรรคริน ลัทธศักดิ์ศิริ เจ้าหน้าที่สอบสวนคดีพิเศษ สำนักคดีความมั่นคง ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นพบพฤติกรรมการทุจริตจากทางมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่จัดให้เจ้าหน้าที่ออกไปชักชวนโฆษณาให้ประชาชนทั่วไปสมัครเรียนต่อ โดยให้ผู้สมัครทำคำร้องขอกู้ยืมเงินจาก กรอ. รายละ 8 หมื่นบาท ไปจนถึง 1.2 แสนบาท

ภายหลังพบว่ากลุ่มนักศึกษาที่ถูกชักชวนให้กู้ยืมเงินไม่มีชื่อเข้าเรียนในสถาบันดังกล่าวจริง ทำให้ต้องหยุดการศึกษา ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยได้นำชื่อของนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนแล้วไปขอกู้ยืมเงินในปีต่อมา จนเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ให้ กรอ.ในปี 2554 ธนาคารกรุงไทยมีหนังสือแจ้งหนี้มาแก่ผู้กู้เงิน ส่งผลให้นักศึกษาจำนวน 43 ราย เข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ

ต่อมา พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินขาว ผบ.สำนักคดีความดีเอสไอ ออกมาระบุเช่นกันว่า ความคืบหน้าในการตรวจสอบการทุจริต กรอ.ของมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน 32 แห่งนั้น เบื้องต้นพบว่าสถาบันที่ทุจริตส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานและภาคกลาง มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนแล้ว 101 ราย และยังติดต่อเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

แนวทางการสอบสวนคดีนี้ของดีเอสไอ ได้แยกออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.เกิดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่สถาบันการศึกษาหรือไม่ 2.ความเป็นไปได้ในการเจตนาทุจริตของตัวเจ้าหน้าที่สถาบัน ด้วยการปลอมแปลงลายมือชื่อผู้เสียหาย และ 3.ความเกี่ยวข้องของเงิน กรอ.ที่เข้ามายังสถาบันการศึกษา

หากพิสูจน์ได้ว่ามีการนำเอกสารทางราชการไปแสดงโดยความเท็จ และหน่วยงานของรัฐคือ กรอ. ในกำกับของกระทรวงการคลังเชื่อว่ามีการกู้ยืมจริงจึงโอนเงินมาให้ ก็ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ดีเอสไอรวบรวมพบว่า มีนักศึกษาที่ยื่นกู้เงินกับ กรอ. จำนวน 3 แสนราย และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 873 แห่ง และยังพบว่ากฎเกณฑ์ของ กรอ.ยังมีช่องว่างการควบคุมเงินกู้ที่จ่ายลงมายังสถาบันการศึกษา ทำให้เป็นช่องทางเกิดการทุจริตได้ง่าย จึงเชื่อได้ว่าน่าจะมีผู้เสียหายอีกเป็นจำนวนมาก

แหล่งข่าวจากกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ออกมายืนยันว่า ขบวนการทุจริตมีอยู่จริง โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นพลทหารกว่า 20 นาย ระบุว่า มีหนี้สินถึงรายละ 8 หมื่น-1 แสนบาท โดยเกิดขึ้นหลังจากได้สมัครเข้าศึกษาต่อคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย เอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี แต่เพราะติดภารกิจปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ทำให้ไม่ได้เข้าไปเรียนตามที่สมัครไว้ และต้องยกเลิกการเรียนในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม หลังผ่านไปหลายปีกลับมีใบแจ้งหนี้ที่ระบุว่ามาจากกองทุน กรอ. และพบว่ามีการปลอมลายมือชื่อของพลทหารกลุ่มนี้ไปขอกู้เงินเพิ่ม แต่ในเวลาต่อมามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนั้นได้ส่งเจ้าหน้าที่มาไกล่เกลี่ย รวมถึงเสนอเงินสินบนให้ยุติเรื่อง ไม่ให้ลุกลามจนเกิดความเสื่อมเสีย แต่ผู้บังคับบัญชาของทหารกลุ่มนี้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวชัดเจนว่าเป็นการทุจริต จึงรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเข้ายื่นกับดีเอสไอ โดยผ่านกระบวนการสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมดแล้ว

ด้านแหล่งข่าวจากส่วนคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณารับคดีทุจริตที่เน้นในส่วนของ กรอ.เป็นคดีพิเศษแล้ว สำนักงานอัยการสูงสุดจะร่วมสอบสวนเรื่องนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการมองต่างมุมของพนักงานอัยการตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษมาตรา 32 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลให้การสอบสวนมีอำนาจหน้าที่เต็ม

ขณะที่ นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุน กยศ. ซึ่งโดยตำแหน่งเป็นผู้ดูแลทั้งสองกองทุน ได้ชี้แจงว่า กรณีที่ดีเอสไอออกมาระบุนั้น อาจจะมีสถานศึกษาบางแห่งทุจริตเงินกู้ยืมในส่วนของ กรอ. เมื่อปี 2549-2550 จริง และเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในระหว่างติดตามทวงถามเงินคืน และสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เช่นกัน

กรณีที่มีนักศึกษาจำนวน 101 ราย ร้องเรียนว่าสถานศึกษานำชื่อไปแอบอ้างกู้ยืมเงิน กรอ.นั้น นพ.ธาดา กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ได้ทำหนังสือติดตามให้สถานศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันการขอรับทุนของผู้ร้องแต่ละราย หากไม่มีหลักฐาน สถานศึกษาจะไม่มีสิทธิเก็บค่าเล่าเรียน และจะต้องชดใช้เงินคืนให้แก่กองทุน ส่วนสถานศึกษาที่ถูกร้องเรียนทั้ง 32 แห่งนั้น จากการตรวจสอบตั้งแต่ปี 2554 พบว่าเป็นเงินโอนในส่วนของผู้ร้องเรียนทั้งสิ้น 5.2 ล้านบาท โดยมีสถานศึกษาส่งเงินคืนกองทุนเพื่อชดใช้หนี้แทนนักศึกษาแล้ว 70 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3.2 ล้านบาท

หลังจากดีเอสไอพิจารณารับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษเพื่อขยายผลการสอบสวน และอาจมีมูลความจริงที่สถานศึกษาอาจมีการปลอมแปลงเอกสารหลักฐานโดยนักศึกษามิได้เป็นผู้ลงนาม หรือนักศึกษาอาจปฏิเสธการกู้ยืมโดยอ้างว่าไม่ได้ลงนามในเอกสารขอรับทุนนั้น หากพบว่าสถานศึกษากระทำผิดจริงก็จะดำเนินการตามกรอบอำนาจของระเบียบกองทุน ด้วยการเพิกถอนอำนาจการดำเนินงานสถานศึกษา การดำเนินการของดีเอสไอจะเป็นการช่วยกองทุนในการติดตามสถานศึกษาให้นำเงินมาคืนกองทุนอีกแรงหนึ่ง เนื่องจากกองทุนเป็นหน่วยงานที่ให้โอกาสทางการศึกษา แต่ไม่มีอำนาจโดยตรงในการลงโทษ นอกจากจะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นพ.ธาดา ยังชี้แจงอีกว่า กองทุน กรอ.ได้เปิดให้กู้ยืมเป็นครั้งแรกในปี 2549 มีผู้กู้ยืมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 3.1 แสนราย รวมเป็นเงินกู้ยืมราว 4,000 ล้านบาท ซึ่งวิธีการดำเนินงานกองทุนเป็นไปตามที่ระเบียบกำหนด คือ ได้มอบอำนาจให้สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกนักศึกษาให้ได้รับสิทธิกู้ยืม โดยสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ กรอ. จะส่งรายชื่อนักศึกษาและข้อมูลการลงทะเบียนให้กองทุน จากนั้นกองทุนจึงเป็นผู้โอนเงินให้ ซึ่งที่ผ่านมาสถานศึกษาส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด

ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ทางธนาคารได้เข้าเป็นตัวกลางบริหารจัดการการโอนเงินและทำหน้าที่ทวงถามเงินของผู้กู้ คือ นักศึกษา ช่วงภาคการศึกษาที่ 2 ปี 2550 แต่หลังจากเกิดปัญหาเรื่องการทวงถามเงินจากผู้กู้ระหว่างปี 25492550 กรอ.ก็ไม่ได้ใช้บริการจากธนาคารอีก แต่ใช้วิธีโอนเงินโดยตรงจาก กรอ.ให้กับสถาบันการศึกษาเอง หลังจากสถาบันการศึกษาส่งรายชื่อผู้กู้ให้ ก็เท่ากับมี 2 หน่วยงานที่ทราบเรื่องนี้ คือ กรอ.ในสมัยนั้นกับสถาบันการศึกษาที่ยื่นเรื่อง

หลังจากนี้เรื่องของคดีความก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ส่วนนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ในการศึกษาต่อ และมีความประสงค์จะกู้ยืมเรียนจากทั้งสองกองทุน หากมีคุณสมบัติตามที่ระเบียบการกู้ยืมกำหนด ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบการอนุมัติเงินกู้รอบหน้า ที่สำคัญต้องตรวจเอกสารหลักฐานการกู้ยืมให้รอบคอบ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อขบวนการโกง

ข้อมูล , ภาพ : POST2DAY