เปิดปัจจัยหลักปฏิรูปการเมือง-เกษตร-ที่ดิน

เพิ่มอำนาจประชาชน-สร้างความเป็นธรรม-บูรณาการหน่วยงาน

นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานคณะทำงานการปฏิรูประบบการเมือง กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวการจัดประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๕ ว่า การปฏิรูปการเมืองไปสู่การมีระบอบประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าและยั่งยืน ควรเริ่มต้นที่การทำให้ประชาชนชาวไทยมีความกระตือรือร้น มีความสามารถและมีพลังอำนาจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมสาธารณะของคนไทยมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งในเชิงรูปแบบและความเข้มข้น โดยรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. เฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ ๗๐ และมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งจนในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๗๕.๐๓ หรือคนไทยมีแนวโน้มที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสูงขึ้น เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเป็นเพียงองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แท้จริงแล้ว ประชาธิปไตยควรสร้างจากท้องถิ่น ใช้การปกครองระดับท้องถิ่นเป็นเวทีฝึกฝนให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในกิจการของบ้านเมือง และเป็นรากฐานของประชาธิปไตยระดับชาติ จากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมและทัศนคติทางการเมืองของประชาชนชาวไทยที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองโดยการพัฒนาความเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยยังมีประเด็นที่สังคมไทยจะต้องช่วยกันขบคิดและขับเคลื่อนอีก

“บ้านเมืองไม่มีทางออก เว้นแต่พวกเราต้องต้องช่วยกันสร้างสำนึกพลเมืองแบบมีส่วนร่วมในการบริการบริหารจัดการตนเองในพื้นที่ ดังนั้น ข้อเสนอเพื่อการพิจารณาของสมัชชาระดับชาติครั้งที่ ๒ ในวาระการปฏิรูประบบการเมือง พัฒนาความเข้มแข็งของพลเมืองเพื่อปฏิรูปประเทศไทยนี้ จึงประกอบด้วย ๓ มติหลักดังนี้ ๑.การปฏิรูปการเมืองต้องเริ่มจากการพัฒนาความเป็นพลเมือง โดยต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกระดับ ๒.แนวทางการเพิ่มอำนาจประชาชนเหล่านี้จะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีการวางเงื่อนไขให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ประชาชนและองค์กรชุมชน และ ๓.เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและกลไกขององค์กรชุมชน เช่น สภาองค์กรชุมชนในพื้นที่จะต้องมีการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายพลเมืองเข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง”

นายพฤกษ์ ยิบมันตะศิริ ประธานคณะทำงานการปฏิรูประบบเกษตรกรรม กล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหารเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนของสังคม และสัมพันธ์กับความมั่นคงของประเทศ ระบบเกษตรและอาหารเชิงอุตสาหกรรมมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะสิ่งแวดล้อม และถูกผูกขาดโดยบรรษัทอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารขนาดใหญ่ เกษตรกรภายใต้ระบบดังกล่าวต้องแบกภาระความเสี่ยงและความไม่เป็นธรรม การปฏิรูประบบเกษตรกรรมตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน สนับสนุนด้วยกลไกการตลาดและการค้าที่เป็นธรรม พร้อมทั้งทบทวน พ.ร.บ. ที่มีผลกระทบต่อแนวทางการพัฒนาและการขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้บริโภค
ดังนั้น ข้อเสนอเพื่อการพิจารณาของสมัชชาระดับชาติครั้งที่ ๒ ในวาระการปฏิรูประบบเกษตรกรรม นี้ ประกอบด้วย ๔ มติหลักดังนี้

๑.ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนให้แนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมและอาหารของประเทศภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๔

๒.ปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเพื่อสร้างความเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคในระบบการผลิตทางเกษตรและการกระจายอาหาร

๓.ให้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างระบบและกลไกสนับสนุนให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลผลิตจากระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และ

๔.ให้มีการออกกฎหมายจัดตั้งและ/หรือสนับสนุนการดำเนินงานของกลไกวิชาการที่เป็นอิสระ

นายอิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ประธานคณะทำงานการปฏิรูปโครงสร้างและกฎหมายด้านที่ดิน กล่าวว่า ความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรที่ดิน เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำให้แก่สังคม ในปีที่ผ่านมาสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ ๑ ได้มีมติเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยมุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐในเรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนสำคัญ ทำให้เกิดมาตรการต่างๆ เช่น การจัดให้มีโฉนดที่ดิน การจัดตั้งธนาคารที่ดินและการจัดเก็บภาษีที่ดินอย่างเป็นธรรมและลดการถือครองที่ดินจำนวนมากลง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการแก้ปัญหาสำคัญสองประการดังกล่าวแล้ว ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างและกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ ให้เกิดความมีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการจัดการที่ดินได้อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

สมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ ๒ นี้จึงมุ่งเน้นที่จะปฏิรูปโครงสร้างและกฎหมายที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดิน โดยมุ่งเน้นที่ ๓ ประเด็นการปฏิรูปสำคัญ ได้แก่ ๑.การบูรณาการหน่วยที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและร่วมจัดทำแผนการใช้ที่ดินของชาติที่ทุกหน่วยยอมรับ ๒.การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม โดยกำหนดมาตรการช่วยเหลือและจูงใจให้เจ้าของที่ดินรักษาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และ ๓.การปรับปรุงกฎหมายปฏิรูปที่ดินให้มีประสิทธิภาพและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วม
———————————–