เผย ๖ วาระสมัชชาปฏิรูปครั้งที่ ๒

 แรงงาน-เกษตร-โครงสร้างอำนาจ-การเมือง-ที่ดิน-การศึกษา

นางวณี ปิ่นประทีป รองผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป เปิดเผยว่า คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ที่มี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน กำหนดจัดประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๕ ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม ถึง ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ณ ศูนย์การแสดงนิทรรศการไบเทค กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “เพิ่มพลังพลเมือง สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้า” เพื่อตอกย้ำการเน้นกลไกภาคประชาชนเข้าร่วมพัฒนาควบคู่ไปกับภาครัฐ

โดยในปีนี้คณะกรรมการดำเนินการจัดสมัชชาปฏิรูป (คจสป.) ภายใต้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ดำเนินการพิจารณาข้อเสนอประเด็นนโยบายสาธารณะเพื่อกำหนดเป็นร่างระเบียบวาระสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๕ โดยพิจารณาความสำคัญและการมีผลกระทบในวงกว้าง หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นประเด็นเชิงนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม หรือนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ มีข้อมูลการวิเคราะห์/สังเคราะห์ด้านวิชาการ มีเจ้าภาพพร้อมขับเคลื่อนและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ จึงได้มีมติให้กำหนดระเบียบวาระสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๕ จำนวน ๖ ระเบียบวาระ ดังนี้
๑) การปฏิรูประบบแรงงานและสวัสดิการ : การเพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน การปรับโครงสร้างค่าจ้าง การเพิ่มผลิตภาพและการคุ้มครองแรงงาน
๒) การปฏิรูประบบเกษตรกรรม : เพื่อความเป็นธรรมและความมั่นคงทางอาหาร
๓) การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ สู่การปรับดุลอำนาจที่เหมาะสมระหว่างรัฐบาลกับชุมชนท้องถิ่น
๔) การปฏิรูประบบการเมือง : พัฒนาความเข้มแข็งของพลเมืองเพื่อปฏิรูปประเทศไทย
๕) การปฏิรูปโครงสร้างและกฎหมายด้านที่ดิน : การบริหารจัดการที่ดิน
๖) การปฏิรูปการศึกษา : ปรับทิศทางการศึกษาเพื่อสร้างคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

โดยในระเบียบวาระที่ ๑ การปฏิรูประบบแรงงานและสวัสดิการ มีข้อเสนอดังนี้
๑. การเพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน ๑.๑ รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาเลขที่ ๘๗ และ ๙๘ ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิการรวมตัวเพื่อการต่อรองของแรงงานโดยเร็ว ๑.๒ รัฐต้องให้เสรีภาพในการรวม ตัวของคนงานกลุ่มต่างๆ ๑.๓ ปฏิรูประบบการออกเสียงเลือกตั้งในระบบไตรภาคีให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และ ๑.๔ ปฏิรูปการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎร วุฒิสภา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ลูกจ้างที่ทำงานในพื้นที่ใดนานตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป มีสิทธิ์เลือกและรับเลือกตั้งตัวแทนของเขตพื้นที่นั้น
๒. การปรับโครงสร้างค่าจ้าง มีข้อเสนอว่า ๒.๑ รัฐและนายจ้างจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรม โดยให้มีโครงสร้างค่าจ้างที่สอดคล้องกับประสิทธิภาพ ผลิตภาพ ความเสี่ยงและลักษณะงานของลูกจ้าง ๒.๒ กระทรวงแรงงานควรแก้ไขนิยามค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นไปตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ สำหรับลูกจ้างที่เริ่มทำงานเป็นครั้งแรกให้มีรายได้พอเพียงเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอีก ๒ คน และ ๒.๓ รัฐควรสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงานหรือกองทุนการเงินของคนงาน
๓. การพัฒนาสมรรถนะความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงปรารถนาเพื่อเพิ่มผลิตภาพ โดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุวิชาด้านแรงงานทุกมิติในหลักสูตรระดับมัธยมและอุดมศึกษาและเร่งรัดจัดตั้งองค์กรรับรองวิทยฐานะฝีมือแรงงานทุกประเภท
๔.การคุ้มครองแรงงาน เสนอให้ภาครัฐ กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้เกิดการคุ้มครองด้านสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมและการสร้างสวัสดิการของแรงงาน ซึ่งจะต้องครอบคลุมแรงงานทุกประเภท ทั้งแรงงานนอกระบบและในระบบ รวมทั้งแรงงานต่างด้าว โดยมีข้อเสนอ เช่น การสนับสนุนให้มีการตั้งกองทุนพิทักษ์สิทธิ์แรงงานหรือการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมพัฒนานโยบายและองค์กรแรงงานที่เป็นหน่วยงานอิสระ

ระเบียบวาระที่ ๒ การปฏิรูประบบเกษตรกรรม มีข้อเสนอดังนี้
๑. ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนให้แนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมและอาหารของประเทศภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยเร่งรัดให้มีการตราพระราชบัญญัติพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ และให้รัฐบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้เกิดการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่
๒. ปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเพื่อสร้างความเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคในระบบการผลิตทางเกษตรและการกระจายอาหาร เช่น ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองเกษตรกรภายใต้ระบบเกษตรพันธะสัญญาภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และทบทวน พ.ร.บ. ที่มีผลกระทบต่อแนวทางการพัฒนาและการขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืน
๓. ให้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างระบบและกลไกสนับสนุนให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลผลิตจากระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
๔. ให้มีการออกกฎหมายจัดตั้งและ/หรือสนับสนุนการดำเนินงานของกลไกวิชาการที่เป็นอิสระ เช่นสถาบันวิจัยระบบเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

ระเบียบวาระที่ ๓ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ มีข้อเสนอดังนี้
๑. ขอให้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการดำเนินการสร้างความเป็นธรรมในระบบงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ร่วมกันผลักดันให้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีรองรับการดำเนินงานของโครงการนำร่องให้เป็นกลไกการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคท้องถิ่น และภาคเอกชน
๒. ขอให้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากลไกการจัดตั้งองค์กรอิสระให้มีหน้าที่ในการจัดทำกฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้างอำนาจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป และให้องค์กรอิสระดังกล่าวดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนและรณรงค์แนวคิดการปฏิรูปสังคมอันนำไปสู่การคืนอำนาจให้ประชาชนมาเป็นกำลังหลักของประเทศ
๓. ขอให้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเสนอคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับองค์กรท้องถิ่นผลักดันมติสมัชชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้มีการตรากฎหมายที่มีสาระครอบคลุมถึงการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารข้าราชการส่วนท้องถิ่น ดังที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๒๘๓ และ ๓๐๓ ได้บัญญัติไว้แล้ว

ระเบียบวาระที่ ๔ การปฏิรูประบบการเมือง มีข้อเสนอดังนี้
๑. การปฏิรูปการเมืองต้องเริ่มจากการพัฒนาความเป็นพลเมือง โดยต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกระดับ และการที่ประชาชนจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างมีคุณภาพนั้น จะต้องมีการเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชน โดยลดอำนาจของราชการส่วนกลาง ให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการพื้นที่ของตนเองได้ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม
๒. แนวทางการเพิ่มอำนาจประชาชนเหล่านี้จะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีการวางเงื่อนไขให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ประชาชนและองค์กรชุมชน โดยส่งเสริมสนับสนุนการจัดกระบวนการเรียนรู้ของภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชน เพื่อสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิการปกครองของพลเมืองและความสามารถในการร่วมพัฒนาการเมือง
๓. เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและกลไกขององค์กรชุมชน เช่น สภาองค์กรชุมชนในพื้นที่จะต้องมีการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายพลเมืองเข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง โดยความร่วมมือและการสนับสนุนของสภาพัฒนาการเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานและภาคส่วนอื่นๆ ในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชนในการพัฒนาและดำเนินโครงการ กิจกรรม หรือหลักสูตรการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาความเป็นพลเมืองและการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของชุมชนท้องถิ่นของตนเอง รวมถึงการกำกับติดตามตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานทุกระดับให้เกิดการดำเนินการจริงในพื้นที่ตนเองด้วย

ระเบียบวาระที่ ๕ การปฏิรูปโครงสร้างและกฎหมายด้านที่ดิน มีข้อเสนอดังนี้
๑. การบูรณาการหน่วยที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและร่วมจัดทำแผนการใช้ที่ดินของชาติที่ทุกหน่วยยอมรับ เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพและการทับซ้อนในบทบาทหน้าที่การบริหารจัดการที่ดินของหน่วยงานต่างๆของรัฐ โดยเสนอให้มีการจัดสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. … โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นองค์ประกอบ บทบาทหน้าที่ และการตัดสันใจของคณะกรรมการ และกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อพัฒนาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างมีส่วนร่วมและนำมาสู่การขับเคลื่อนต่อไป
๒. การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม โดยกำหนดมาตรการช่วยเหลือและจูงใจให้เจ้าของที่ดินรักษาที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเอาไว้ เพื่อแก้ปัญหาการลดลงของพื้นที่เกษตรกรรมและความไม่มั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกร โดยเสนอให้มีมาตรการต่างๆ เช่น การบังคับใช้กฎหมายหรือกลไกรัฐที่มีอยู่คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม การกำหนดพื้นที่คุ้มครองเร่งด่วนเพื่อทำการเกษตรเฉพาะประเภท ส่งเสริมความมั่นคงในการถือครองที่ดิน เช่น ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้สินให้เกษตรกรและมาตรการการชะลอการเปลี่ยนแปลงใช้ประโยชน์ที่ดินเกษตรกรรมชั้นดี เป็นต้น
๓. การปรับปรุงกฎหมายปฏิรูปที่ดินให้มีประสิทธิภาพและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาการกระจายสิทธิและการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการสูญสิทธิในที่ดินของเกษตรกร โดยเสนอให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สามารถปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และขยายขอบเขตให้หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีบทบาทในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรได้ นอกจากนี้เสนอให้เร่งตรวจสอบสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินและให้สิทธิในที่ดินแก่เกษตรกรผู้เช่าซื้อที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อครบกำหนดการเช่าซื้อ เพื่อป้องกันการเสียสิทธิหรือการเปลี่ยนมือในที่ดินเพื่อการเกษตร เป็นต้น

ระเบียบวาระที่ ๖ การปฏิรูปการศึกษา มีข้อเสนอดังนี้
๑. การส่งเสริมภาคชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้เป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ทั้งในด้านการปรับแก้กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของท้องถิ่น การปรับปรุงมาตรการทางการคลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาที่เน้นระบบการจัดสรรงบประมาณตามตัวผู้เรียนและการจัดสรรงบประมาณลงไปสู่ฐานชุมชนท้องถิ่น หรือการส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรและทุนวัฒนธรรมของท้องถิ่น ตลอดจนทรัพยากรของท้องถิ่นในการเข้ามาร่วมจัดการศึกษา เป็นต้น
๒. สนับสนุนให้มีการพัฒนาและดำเนินการ “เครือข่ายประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น เพื่อปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้” ให้มีความเข้มแข็งและมีส่วนร่วมจากชุมชนทั่วประเทศ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ภาค ประชาสังคมและชุมชน ในการเข้าร่วมอย่างเข้มแข็ง ในระบบกลไกและกระบวนการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้
๓. ให้คณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ดำเนินการร่วมกับ องค์กรภาคีต่างๆทั้งในภาครัฐและเอกชน และประชาสังคม ขับเคลื่อนให้การปฏิรูปมีความต่อเนื่องและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นเป้าหมาย (Purpose) หลักการ (Principle) การมีส่วนร่วม (Participation) ก่อนการพิจารณาถึงโครงสร้างองค์กรในการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ (Organization)
๔. ให้มีกลไกการวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการปฏิรูปการศึกษาในทุกระดับด้วย โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยเชิงระบบ ด้วยการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทางวิชาการทั่วประเทศ
——————————————