ชาวนายุคอาเซียนอ่วม ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านต้นทุนถูกกว่า นักวิชาการแนะทางรอดชาวนาต้องปรับตัว

นักวิชาการ ภาคประชาชนชี้ชาวนาในยุคอาเซียนอ่วม ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านถูกต้นทุนต่ำกว่า แนะทางรอดลิตข้าวพรีเมียม ชาวนาปรับตัวเรียนรู้การตลาด แปรรูป วางแผนปลูกข้าวที่หลากหลายสายพันธุ์ให้ตรงความต้องการผู้บริโภค 

วันที่ 22 มกราคม 2558 เครือข่ายข้าวปลาอาหารอีสานมั่นยืน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้จัดงาน สืบสานงานบุญกุ้มข้าวขึ้น ณ โรงเรียนบ้านบุ่ง ตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีเกษตรกรในกลุ่มจากหลายอำเภอเข้าร่วม เช่น อำเภอตระการพืชผล อำเภอนาเยีย อำเภอสว่างวีระวงศ์ ในงานมีการแสดง นิทรรศการ และการเสวนาในหัวข้อต่างๆ

การเสวนาในหัวข้อ กาใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เพื่อการแปรรูปข้าวพื้นบ้าน และสถานการณ์เพาะปลูกข้าวกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีคุณกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา เป็นผู้ดำเนินรายการ

นางทองมวย มีสง่า กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน อำเภอสำโรง กล่าวว่า สถานการณ์การทำนาของชาวบ้านบ้านบุ่ง ตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ5-6ที่ผ่านมานี้ เปลี่ยนจากการทำนาดำเป็นนาหว่านเกือบ 100 % ทำให้ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าหอย ปุ๋ยเคมีค่อนข้างเยอะ คำว่าข้าวในนา ปลาในน้ำ เป็นแค่คำกล่าวในอดีต แต่ความจริงชาวบ้านไม่กล้ากินปลาในนาของตัวเองแล้วเพราะกลัวสารเคมี ทางออกต้องย้อนดูสิ่งที่พ่อแม่พาทำในอดีตแล้วหันกลับมาตั้งหลักจึงจะอยู่รอด

ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ได้เข้ามาศึกษาเรื่องข้าวพื้นบ้านมาแล้ว 6 ปี พบว่าข้าวพื้นบ้านคืออัญมณีอันทรงคุณค่า เมื่อเอาความวิทยาศาสตร์ไปส่องดู สามารถอธิบายได้เป็น 4 อ. คือเอกลักษณ์ ข้าวพื้นบ้านแตกต่างจากข้าวของกระทรวงเกษตรแนะนำ ที่พัฒนาขึ้นมาให้ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมี แต่ข้าวพื้นบ้านสามารถโตได้โดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี โอชา คือข้าวพื้นบ้านมีความหอมเป็นพิเศษ ทานอร่อย โอสถ คือการเป็นยารักษาโรค มีงานวิจัยของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่าข้าวพื้นบ้านบางสายพันธุ์ เช่น ข้าวมะลิแดง มีค่าน้ำตาลต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดโอกาสเป็นความดัน เบาหวาน มะเร็ง ความเครียด รวมทั้งช่วยชะลอความแก่ด้วย และอ.สุดท้ายคือ โอกาส ที่ผ่านมาชาวบ้านถูกหลอกให้ไปปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ราชการแนะนำ ทำให้เสียโอกาสดีๆที่จะพัฒนาและใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติของข้าวพื้นบ้านไป

นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน กล่าวว่าเอกลักษณ์เด่นๆของข้าวพื้นบ้านคือ เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา ข้าวพื้นบ้านไม่สูญหายไป เพราะสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แม้นโยบายรัฐจะพยายามส่งเสริมข้าวสายพันธุ์กระแสหลักมากแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ข้าวยังทำหน้าที่รับใช้วัฒนธรรมท้องถิ่น เช่นบางแห่งปลูกไว้เพื่อทำเหล้าสาโท หรือข้าวเม่าเป็นต้น

ในยุคของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ชาวนาจะได้รับผลกระทบ เพราะข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านผลิตได้ต้นทุนถูกกว่าข้าวไทยมาก และปริมาณข้าวในประเทศไทยก็มีจำนวนมากเกินกว่าจะบริโภคหมดในประเทศ ซึ่งหากจะบริโภคภายในประเทศ คนไทยต้องกินข้าววันละ 9 มื้อ ระยะสั้นรัฐบาลได้มียุทธศาสตร์ลดพื้นที่ปลูกข้าวลงเหลือ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ มีการออกนโยบายเชิญชวนชาวนาไปทำอย่างอื่น เช่น ปลูกอ้อย ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง ขณะที่ภาคประชาชนก็มีการคุยกันเพื่อหาทางออกเรื่องนี้เหมือนกัน ได้ข้อสรุปคือ ชาวนาต้องผลิตข้าว พรีเมียม หรือ ข้าวอินทรีย์คุณภาพสูง ต้องพัฒนาขีดความสามารถให้หัดทำตลาดเองได้ มีการขายตรงให้แก่ผู้บริโภคที่ไม่ใช่แค่การขายข้าวเปลือก การดูตลาดความต้องการของผู้บริโภคเพื่อวางแผนปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งรู้จักการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า หรือการปลูกพืชหลังเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ เป็นต้น