ดันอุบลฯเป็นราชธานีแห่งเกษตรอินทรีย์

ดันอุบลฯเป็นราชธานีแห่งเกษตรอินทรีย์

หลายหน่วยงานดันอุบลฯเป็นเมืองแห่งเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ให้ได้ 10% จาก 5 ล้านไร่ ด้านสาธารณสุขเผยพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกษตรกรมากขึ้น

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.56 ที่ผ่านมา นพ.สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดงาน “วันคนกิน คนปลูก ผูกใจ ไร้สารเคมี” พร้อมเปิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ต.โนนกลาง อ.สำโรง และเปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ทำให้มีการใช้สารเคมีมากขึ้นที่ผ่านมาประเทศไทยน้ำเข้าสารเคมีทางการเกษตรสูงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก จากสารเคมีตกค้างทำให้เกิดโรคภัยตามมา เช่นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ซึ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้น จากการตรวจเลือดของเกษตรกรเฉพาะอำเภอสำโรง พบมีสารเคมีตกค้างในเลือดเพิ่มขึ้นเป็น 36% จาก 29% ดังนั้นการหันมาทำเกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้นจึงเป็นหนทางที่จะสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 0.39 % เท่านั้น จากพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดอุบลราชธานีที่มีมากกว่า 5 ล้านไร่ โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มพื้นที่ให้ได้ 10 เท่าของพื้นที่เพาะปลูกพืชอินทรีย์ให้ได้เป็นอย่างน้อย

นายปิยะวัฒน์ โหมขุนทด ผู้ช่วย หัวหน้าหน่วย ธกส.อ.สำโรง เปิดเผยว่า ธกส.มีนโยบายในการพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและเพิ่งพาตนเองให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาสิ่งที่ยากที่สุดในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์คือ การเปิดใจให้ยอมรับและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หลังจากที่ดำเนินงาน เช่น การให้เกษตรกรไปศึกษาเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้จากแหล่งต่าง การเติมความรู้ ฝึกอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ทำให้เกษตรกรให้ความสนใจหันมาทำอินทรีย์มากขึ้น ทั้งนี้ ธกส.ตั้งใจให้ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี จาก  19 ชุมชนในพื้นที่ อ.สำโรง

นายปิยทัศน์ ทัศนิยม อายุ 55 ปี ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ต.โนนกลาง อ.สำโรง เปิดเผยว่า กลุ่มของตนเองได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค.40 ปัจจุบันมีสมาชิก 17 ครอบครัว เป็นกลุ่มที่ส่งเสริมให้สมาชิกทำการเกษตรอินทรีย์ ลดค่าใช้จ่าย ในการทำเกษตร ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมหลักที่สำคัญคือ การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพใช้เอง การจัดประชุม อบมให้ความรู้กับสมาชิกและผู้สนใจเป็นประจำ ปัจจุบันสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของกลุ่ม ได้แก่ พืชผักตามฤดูกาล ข้าวอินทรีย์ หอม กระเทียม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตลาด จนสามารถส่งไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ได้ เช่น ห้างเซนทรัลสาขาอุบลฯ ร้านเลมอนฟาร์มทุกสาขา ทอบซุปเปอร์มาเก็ต เป็นต้น ส่งผลให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง และที่สำคัญสุขภาพดีปลอดภัย ไร้สารเคมี

อย่างไรก็ตามการเปิดศูนย์ฯได้รับความสนใจหลายส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชนทั่วไปจำนวนมาก นอกจากนี้กิจกรรมภายในงานยังมีการให้ความรู้เรื่องดิน การทำปุ๋ยใช้เอง การศึกษาดูงานตามสวนต่างๆ ของสมาชิกกลุ่มอีกด้วย ซึ่งงานครั้งนี้จัดโดยโครงการสร้างเสริมศักยภาพเกษตรกรด้านเกษตรอินทรีย์(EU) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มูลนิธิประชาสังคมอุบลราชธานี ธกส.สำโรง สำนักงานสาธารณสุขอุบลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ทีมข่าว สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี