สื่อสร้างสุขอุบลฯ จับมือเครือข่าย ฝึกอบรมชาวนาผลิตหนังสั้น “รู้เท่าทันสารเคมีทางการเกษตร”

สื่อสร้างสุขอุบลฯ จับมือเครือข่าย ฝึกอบรมชาวนาผลิตหนังสั้น “รู้เท่าทันสารเคมีทางการเกษตร”  นักวิชาการเผยมาเลเชียห้ามนำเข้าและใช้สารเคมีทางการเกษตร แต่ในไทยใช้เกลื่อน หวั่นอนาคตเป็นหมัน ผืนดินเต็มไปด้วยสารเคมี  แนะเกษตรกรหันมาทำอินทรีย์ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิต

เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2556 ที่ห้องประชุมชั้น 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดงยาง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี โดยโครงการสื่อเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงความมั่นคงทางอาหารจังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับโครงการเสริมศักยภาพเกษตรกรด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจังหวัดอุบลราชธานี  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี จัดอบรมการผลิตหนังสั้นรู้เท่าทันสารเคมีทางการเกษตร ที่บ้านดงยาง เกษตรกรและเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

คุณจุฬาพร คำรัตน์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในประเทศมาเลเชียมีการห้ามใช้สารเคมีทางการเกษตร เช่น กัมม็อกโซน แต่ในประเทศไทยใช้กันเกลื่อน แต่ที่น่าตกใจกว่านั้น คือ ในประเทศไทยไม่มีผลจากการใช้สารเคมีออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ตัวเลข ส่งผลให้ข้อมูลที่จะชี้วัดไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างกรณีบ้านหนองเรือ จ.อุบลน ที่มีการปลูกพริก และใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก เป็นพื้นที่เสี่ยงแต่ไม่ปลอดภัย โดยอาการป่วยที่พบบ่อยคือ ปวดหัว มึนงง คอแห้ง แสบตา เลือดกำเดาไหล

ถ้าได้รับสารเคมีจำนวนมาก อาจถึงขั้นระบบต่อมไร้ท่อไม่ทำงานทำให้น้ำเชื้ออสุจิมีจำนวนลดลง ส่งผลให้เป็นหมันหรือมีบุตรยาก เป็นหมันทั้งชายและหญิง ส่วนผู้หญิงก็ประสบภาวะแท้งระหว่างตั้งครรภ์ หรือมีบุตรได้ยากเช่นกัน คนแก่มีปัญหาเรื่องระบบความจำ และเด็กๆอาจไม่ฉลาดได้ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้สารเคมีมากๆอาจมีผลกระทบต่อสมอง และเป็นโรคมะเร็งในอวัยวะในร่างกายตามมา สารเคมีทุกชนิดไม่ว่าจะสะสมในร่างกายมากน้อยเพียงใด จะเห็นผลชัดเจนในอนาคต เพราะเกิดการสะสม ย้ำว่า ประชาชนต้องตระหนักว่า บริโภคเพื่อชีวิต ผลิตเพื่อเกษตรกร

กรณีเวลาเจ็บป่วยแล้วไปหาหมอ ทางหมอก็ไม่ได้ทำการวิจัยออกมาอย่างชัดเจน จะรู้เพียงแค่ สารเคมี 100 ชนิดที่มีผลต่อร่างกาย แต่จะบอกแน่ชัดไม่ได้ว่าอาการเจ็บป่วยของเกษตรกรมาจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก

นายปิยะทัศน์ ทัศนิยม เกษตรกรอินทรีย์ กล่าวว่า เหตุผลที่ตนเองหันมาทำเกษตรอินทรีย์  เพราะตนมีลูกชาย ตอนเป็นเด็กเดินเข้าไปสวนผักที่ตนปลูก เกิดอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลยนึกย้อนกลับไป อาจเป็นเพราะใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้าฉีดสวนผักมากเกินไป ทำให้ลูกชายเกิดอาการเจ็บป่วยตามมา จึงเลิกทำแบบเกษตรสารเคมีหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทน ปัจจุบัน ลูกชายก็เลิกเจ็บป่วย สุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเริ่มจากการใช้จุลินทรีย์มาปรับปรุงหน้าดิน หลังจากนั้นผลผลิตยังได้เท่ากับการใช้สารเคมีและที่สำคัญปลอดภัยอีกด้วย เผย การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ใช่ว่าจะเห็นผลในเร็ววันแต่สังเกตได้ง่ายๆว่าเมล็ดข้าว รวงข้าวจะหนักกว่าการใช้สารเคมี ถ้าเป็นขาวหอมมะลิจะหอมนุ่มลิ้น ชี้สามารถพัฒนาไปเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ส่งออกนอกประเทศได้

หัวใจทางการเกษตรมีอยู่ 4 ข้อ คือ 1.ดิน 2.น้ำ 3.พันธ์ 4.การจัดการ ทุกอย่างในพื้นที่ และการตลาดต้องไว ทันยุคสมัย เชื่อว่าถ้าเกษตรกรไทยหันมาทำเกษตรอินทรีย์ได้ “10 พ่อนาจะมาไหว้พ่อนา” นอกจากนั้นพ่อปิยะทัศน์ยังส่งผักไปขายที่เซ็นทรัลพลาซ่าอุบลฯ ตันละ 2 แสนบาทต่อปี ส่งให้ห้างท็อป ซุปเปอร์มาเก็ตเป็นประจำ

นอกจากนั้นพ่อปิยะทัศน์ยังกล่าวต่อไปว่า อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด อาหารคือยาวิเศษของมนุษย์ ถ้ามีสุขภาพดีเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะถ้าสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วย ก็ไม่ต้องไปหาหมอ

นอกจากนั้นเกษตรกรหรือคนรากหญ้ายังตกเป็นเครื่องมือทุนนิยม ชาวนายากจนถึงวันตายแน่นอน หากไม่รู้จักคิด หาทางออก และทดลองทำเกษตรอินทรีย์ คิดง่ายๆว่าราคาปุ๋ยเคมีกระสอบละเกือบพันบาท ชาวนายังกล้าซื้อมาใช้ ทางออกปัญหานี้คือการทำนาอินทรีย์ที่คนทำนาต้องมีอุดมการณ์ อดทน ทดลองปฏิบัติ ให้เห็นผลจริงๆค่อยเชื่อ

หลังจากช่วงเช้ามีการบรรยายในหัวข้อต่างๆของวิชาการให้กับเกษตรกรฟัง ช่วงบ่ายก็มีการแบ่งกลุ่มเขียนบทหนังสั้น และลงถ่ายทำ ตัดต่อในวันต่อมา และจากนั้นก็ฉายสื่อหนังสั้นทั้ง 4 กลุ่ม ให้คนในชุมชนดู และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ถามถึงปัญหาอุปสรรคในการถ่ายทำ ซึ่งนายวิชิต คงศรี ตัวแทนเกษตรกรกล่าวว่า หนังสั้นเป็นการนำเสนอพิษภัยของสารเคมีทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี  มีการสอดแทรกวิถีชีวิตของคนในชุมชนได้ชัดเจน และที่สำคัญเกษตรกรมีส่วนในการแสดงด้วย ทำให้คนดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ติดตามชมหนังสั้นดังกล่าวได้ทางช่อง sangsook channel V cable TV และ You tube ค้นหาช่อง sangsookubon