ภาครัฐจับมือมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต เปิดงานบันทึกข้อตกลง(MOU) แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำพื้นที่เขื่องใน

ภาครัฐจับมือมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต เปิดงานบันทึกข้อตกลง(MOU) แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำพื้นที่เขื่องใน

5 ก.ย.56 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลค้อทอง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร องค์การบริหารส่วนตำบลฟ้าห่วน จ.ยโสธร องค์การบริหารส่วนตำบลค้อทอง และมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต จัดงานแถลงข่าวการบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตร เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในการทำเกษตรของเกษตรกรที่มีพื้นที่นอกเขตปกครองส่วนท้องถิ่น

นางสาวยุภาพร อำนาจ หัวหน้าโครงการฯ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี  ได้กล่าวต้อนรับและสะท้อนสิ่งที่ดำเนินการแล้วคือ จัดตั้งกองทุนน้ำของชุมชน ปรับปรุงเส้นทางคมนาคม จัดทำโครงการขุดลอกหนองน้ำ และดำเนินงานประสานงานสร้างความร่วมมือMOU

นายประชิตย์ ขอมเดช หัวหน้าโครงการวิจัยแนวทางการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งน้ำฯ (MOU) เปิดเผยว่าสภาพพื้นที่ที่เป็นแหล่งศึกษาคือเป็นพื้นที่ลุ่ม ส่งผลให้น้ำท่วมขังยาวนาน ซ้ำซาก เพราะมีการสร้างเขื่อนสหธาตุน้อย ฤดูทำนาปี ระดับน้ำจะสูง ผลผลิตนาปีแทบเป็นศูนย์ ส่งผลให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงหันมาทำนาปรังมากยิ่งขึ้น จากปัญหาตรงนี้เป็นโจทย์ที่ทำให้ทำวิจัยตรงส่วนนี้ 5

โดยได้ยกตำบลค้อทองเป็นกรณีศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ราบอยู่ที่ตำบลค้อทอง จ.อุบลฯ และพื้นที่ตำบลฟ้าห่วน จ.ยโสธร ซึ่งนั่นหมายถึงพื้นที่เหล่านี้เกิดการทับซ้อน ส่งผลให้การได้รับสิทธิด้านการเกษตรของเกษตรกรยังคงมีปัญหา

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงภารกิจที่จะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมและต้องเร่งดำเนินการต่อจากนี้คืออะไร ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนี้สามารถผลักดันให้เป็นข้อบัญญัติ นโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตรนี้อย่างไรบ้าง นายสง่า หาญกล้า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลค้อทอง อ.เขื่องใน อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ผลที่เป็นรูปธรรมในส่วนของอบต.ค้อทองยังไม่มี เพราะยังขาดงบประมาณที่จะมาสนับสนุนงานตรงส่วนนี้ และกำลังทำเรื่องขอรับการสนับสนุนจากอบจ.อุบลฯ เพื่อมาช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ที่ประสบปัญหา

ด้านนายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร ระบุว่าสิ่งที่จะต้องเร่งทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในตอนนี้คือแก้ปัญหาน้ำให้เพียงพอในการใช้ทำการเกษตรของชาวบ้าน และการตรวจสอบหัวสูบจ่ายน้ำ เพื่อสูบน้ำเข้าสู่ที่นาของชาวบ้านในการทำนาปรังในปีหน้าที่จะถึงนี้

นอกจากนั้นนายสมเดช แสวงเขต รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี  เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทีโครงการดีๆนี้เกิดขึ้น เป็นความร่วมมือของสองจังหวัด นั่นคือยโสธร และอุบลฯ ที่จะเข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างสองจังหวัด ย้ำจะเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำทางการเกษตรช่วงหน้าแล้ง

ส่วนทางด้านนายยุทธพงษ์ พันธ์เพ็ง รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมหนุนการทำงานของคณะทำงาน โดยมีเครื่องมือ เชื้อเพลิง และบุคลากรที่จะช่วยเหลือได้ทันที ย้ำการทำงานข้ามเขตจังหวัดหรือพื้นที่ไม่เป็นปัญหา เพราะทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเต็มที่

“หากมองถึงประโยชน์โดยรวมคือเกษตรกรทั้งสองพื้นที่ได้รับประโยชน์เต็มที่ โดยไม่ต้องใช้ทุนตัวเองมากนัก มีความเข้มแข็งสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ แต่ก็ต้องได้รับความร่วมมือการแก้ปัญหาจากภาครัฐด้านการส่งเสริมการให้ความรู้ เทคนิคทางการเกษตร”

จากโครงการดังกล่าวนี้ ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงคือ สามารถใช้น้ำที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ และดึงน้ำจากแหล่งน้ำที่มีอยู่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้ประโยชน์ใช้สอยจากแม่น้ำชีได้โดยตรง เพื่อการทำการเกษตรแต่ละปี โดยไม่ขาดแคลน ส่งผลให้การดำเนินชีวิตดียิ่งขึ้น

ทีมข่าว : สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี