เยาวชน-นักวิชาการตั้งวงถกวิกฤตศรัทธาพระทำศาสนาเสื่อม!

อุบลราชธานี – สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ตั้งวงคุยพระปัจจุบันทำชาวบ้านเสื่อมศรัทธาหรือไม่ มีทั้งยังสับสน และเชื่อมั่น รวมทั้งแนะเลิกระบบเลียนแบบการปกครองแบบบ้านเมือง ลดการวิ่งเต้นของพระสงฆ์

ที่ห้องฟรีดอมโซน สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สื่อสร้างอุบลราชธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูเสดประเทศไทย ร่วมจัดเสวนาหัวข้อวิกฤตศาสนา หรือศรัทธาเปลี่ยนไป โดยเชิญตัวแทนเยาวชน นักวิชาการ ร่วมสะท้อนความห่วงใยต่อพฤติกรรมของพระสงฆ์ในประเทศไทย ที่กำลังตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะมีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย โดยมีนายกมล หอมกลิ่น เป็นผู้ดำเนินการสนทนา

นายกมล ผู้ดำเนินรายการได้สอบถามถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของนายเจนณรงค์ วงษ์จิตร ตัวแทนเยาวชนจากกลุ่มแว่นขยาย และนักเรียนพลเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งให้ความเห็นกับการเข้าบวชของนักบวชปัจจุบันไม่อยู่ในร่องในรอย ไม่ประพฤติปฏิบัติตามคำสอน พระบางรูปเข้าร่วมการประท้วง ซึ่งน่าจะไม่ใช่กิจของสงฆ์

เยาวชนรายนี้ยอมรับว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี การสั่งสอนมาจากนักบวช จึงต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างก่อน แต่ปัจจุบันคนที่นำคำสอนไปปฏิบัติกับไม่ใช่คนดี เช่น การจับสุนัขฟาดกับพื้น เพราะเกิดจากความไม่พอใจที่สุนัขทำสิ่งสกปรกเปื้อนพื้น ซึ่งผู้เป็นนักบวชต้องมีจิตใจเมตตา แต่กลับมีพฤติกรรมไม่ถูกต้อง

“จึงคิดว่าแท้ที่จริงศาสนาเกิดมาจากความกลัวของมนุษย์ เมื่อมีความกลัวในเรื่องราวต่างๆ จึงหาสิ่งมายึดเหนี่ยวจิตใจ สำหรับตนขณะนี้ยังมีความสับสนเรื่องของความเชื่อ และคำสั่งสอนในพุทธศาสนา”

ขณะที่เยาวชนอีกคนจากกลุ่มนักผลิตสื่อรุ่นใหม่ น.ส.ขนิษฐา หาสาระ กล่าวถึงความศรัทธาต่อวงการศาสนาสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เคยมีคำถามกับตัวเองถึงการตักบาตรของคุณยายที่ปฏิบัติเป็นประจำทุกเช้า โดยมองเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ไม่ใช่เกิดจากความศรัทธา

กระทั่งเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา มีโอกาสศึกษาธรรมะผ่านหนังสือหลายเล่ม จึงเริ่มเข้าใจการนับถือพุทธศาสนาไม่ใช่เกิดจากมีใส่ไว้ในทะเบียนบ้าน แต่ต้องมีการศึกษาอย่างเข้าใจ

“พร้อมรับว่า ศึกษาพุทธศาสนาจากหนังสือไม่ได้รับสอนมาจากนับบวชโดยตรง ดังนั้น ก่อนจะเชื่ออะไรต้องมีปัญญาแล้วจะรู้ว่าอะไรผิดหรือถูก ปัจจุบันยังมีความศรัทธาในพุทธศาสนาหรือไม่ ตอบว่ายังมีความศรัทธา แต่ศรัทธาอย่างมีปัญญา”

ด้านนักอ่านอย่างนายวิทยากร โสวัตร เจ้าของร้านหนังสือฟิลาเดเฟียอุบลราชธานี กล่าวถึงกรณีพระที่ตกเป็นข่าว เกิดจากการล่วงละเมิดสิทธิของสื่อซาดิสต์อยากเห็นพระถูกจับสึก เป็นการสำเร็จความใคร่ของคนทำสื่อสังคมไม่ได้อะไร และไม่เห็นเป็นวิกฤตทางศาสนา เพราะศาสนาจะเจริญ หรือเสื่อมถอยเกิดจาก 4 เสาหลักของพุทศสนา ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ครบถ้วน

อดีตกาลพระพุทธเจ้าทรงมีคำสั่งสอน และแสดงให้มนุษย์ประจักษ์เรื่องราวต่างๆ มากมาย จนกลายเป็นพลังแห่งความศรัทธามาจนถึงทุกวันนี้ จึงควรหยิบเอาเรื่องราวดีๆ มากล่าวถึง แทนจะมุ่งแต่จับผิด จับพระสึกจะดีกว่า

ขณะที่นักวิชาการจากคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี น.ส.กาญจนา คุ้มทรัพย์ มีความเห็นเรื่องเดียวกันว่า สังคมควรมองพระพุทธเจ้าเป็นคนธรรมดา ที่สละทุกอย่างมาค้นหาทำไมมนุษย์ต้องเกิด แก่ เจ็บ และตาย แล้วนำแก่นคำสั่งสอนของพระองค์มาปฏิบัติตาม เมื่อไม่ยึดติดกับตัวบุคคล ก็จะไม่เป็นทุกข์กับข่าวที่เกิดกับพระที่สร้างความเสื่อมเสีย

สำหรับจะให้ประเมินว่าพระรูปใด หรือใครคนใดคนหนึ่งเข้าถึงแก่นหลักของคำสอนของพระพุทธเจ้า คงประเมินในแบบปัจเจกไม่ได้ เพราะความจริงมนุษย์ชอบสิ่งที่ปรุงแต่ง ทั้งการได้ยิน การมองเห็น อยากให้เป็นไปตามอย่างที่ตนเองชอบ พระที่อยู่ในวัดปัจจุบันจึงมีทั้งที่ดี และไม่ดี ปัจจุบันสังคมไปยึดติดกับตัวบุคคล

“จึงมีการคาดหวังว่า พระเณรคำ หรือพระมิตซูโอะ ต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เมื่อไปเป็นไปตามที่ต้องการ ก็รู้สึกผิดหวัง กรณีของพระเณรคำ ทำให้สังคมรู้ยังมีชาวพุทธที่ยังมืดบอดอยู่มาก เช่นเดียวกับพระมิตซูโอะ ทำไมคนไม่ไปยึดคำสอนดีๆ ของท่าน แทนลุ้นมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ในช่วงที่ยังครองผ้าเหลืองอยู่”

ทางออกคือ ชาวพุทธต้องรู้ตัวเอง เชื่ออย่างมีปัญญา ไม่ใช่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือเชื่อจากพิธีกรรมต่างๆ

สำหรับนายทศพล ไกรพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านศรีไคนอก ซึ่งเป็นพุทธบริษัทผู้หนึ่งให้ความเห็นถึงเรื่องในวงการพุทธศาสนาขณะนี้ นักวิชาการไม่กล้าพูดความจริง และไม่เข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนา จึงเกิดวิกฤตทางปัญญาศรัทธากันแบบจนตรอก เพราะนักวิชาการไม่กล้าวิจารณ์ ทำให้องค์กรสงฆ์ทำอะไรไม่ต้องแคร์สังคม

การแก้ปัญหาคือ ต้องรื้อองค์กรสงฆ์กันใหม่ ไม่ใช่ไปใช้โครงสร้างการปกครองแบบบ้านเมือง มีมหาเถรสมาคมเป็นสุดยอด ไล่เรียงลงมาเป็นเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ จนถึงตำบล และต้องมีชั้นยศ ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดทำให้มีการวิ่งเต้นในวงการสงฆ์ จนทำให้คนเสื่อมศรัทธา ทั้งที่สมัยพุทธกาลไม่มีการปกครองรูปแบบนี้

สำหรับการเสวนาครั้งนี้ สามารถชมเทปรายการย้อนหลังได้ที่ช่อง Sangsook วีเคเบิลทีวี โสภณเคเบิลทีวี ราชธานีเคเบิลทีวี และทางทีวีดาวเทียม Next step ช่องของดีประเทศไทย รวมทั้งสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันอุบลราชธานี FM 102.75 MHz และสถานีวิทยุ Clean radio FM 92.50 MHz อุบลราชธานี

ที่มาข่าว , ภาพ : ASTV