หมอ สคร.7 เตือนประชาชนระวังการระบาดของโรคหัด หลังพบผู้ป่วยแล้ว 87 ราย

 นายแพทย์ศรายุธ   อุตตมางคพงศ์  ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 อุบลราชธานี เผยว่า ในช่วงฤดูฝนไปจนถึงปลายฤดูหนาว ช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี เป็นช่วงเวลาเสี่ยงที่โรคหัดหรือที่เรียกว่าไข้ออกผื่น มักเกิดการระบาด หากประชาชนไม่มีภูมิต้านทานจะเป็นได้ทุกอายุ แต่พบบ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-6 ปี มักไมพบในเด็กเล็กกว่า 8 เดือนเพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันจากแม่ โรคหัดส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ เด็กเล็กควรไปรับวัคซีนป้องกันโรคหัด คือฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 9-12 เดือน และกระตุ้นเมื่อเริ่มชั้นประถม 1 หรืออายุ 6 ขวบ

จากรายงานสถานการณ์โรคหัด กลุ่มระบาดวิทยา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ตั้งแต่วันที่  1 มกราคม  – 21 สิงหาคม 2556    สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7  ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคหัด  จำนวนทั้งสิ้น 87 ราย  คิดเป็นอัตราป่วย 1.37 ต่อประชากรแสนคน ไม่มีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มอายุ 0 – 4  ปี อัตราป่วย 8.73 ต่อประชากรแสนคน (34  ราย) รองลงมาคือ กลุ่มอายุ  5 – 9  ปี อัตราป่วย 2.86ต่อประชากรแสนคน (13 ราย), 10 – 14  ปี อัตราป่วย 2.7ต่อประชากรแสนคน (12 ราย), 15 –  24  ปี อัตราป่วย 1.11ต่อประชากรแสนคน (11 ราย)  จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือจังหวัด   นครพนม อัตราป่วย 2.13ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือจังหวัดอุบลราชธานี อัตราป่วย 1.93ต่อประชากรแสนคน (35 ราย), จังหวัดอำนาจเจริญ อัตราป่วย 1.88ต่อประชากรแสนคน (7 ราย) , จังหวัดศรีสะเกษ อัตราป่วย 1.31ต่อประชากรแสนคน (19 ราย),  จังหวัดยโสธร อัตราป่วย 1.11ต่อประชากรแสนคน (6 ราย),  จังหวัดสกลนคร อัตราป่วย 0.45ต่อประชากรแสนคน (5 ราย) และจังหวัดมุกดาหารยังไม่พบรายงานผู้ป่วย

นายแพทย์ศรายุธ   กล่าวว่า อาการของโรคหัดจะคล้ายกับอาการของไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ก่อนน้ำมูกไหล  มักจะไอแห้งๆ ตลอดเวลา ไมมีทางทราบเลยว่า เด็กเป็นหัดแล้ว จนเมื่ออาการเพิ่มขึ้น มีไข้สูง ตาแดงแฉะ กลัวแสง เวลาโดนจะแสบระคายเคืองตา  ไอและมีน้ำมูกมาก  ปากและจมูกแดง เด็กอาจจะมีไข้สูงประมาณ  3 – 4 วัน จึงเริ่มมีผื่นขึ้นคล้ายผื่นแพ้ยาลุกลามจากหลังหูไปยังหน้าบริเวณชิดขอบผม แล้วแผ่กระจายไปตามลำตัว แขน ขา ถ้าสังเกตจะ พบกอนวันที่เด็กจะมีผื่นออกตามลําตัวจะมีตุ่มเล็กๆในปากตรงกระพุ้งแก้มตรงฟันกรามบน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัดเทานั้น ผื่นจะมีขนาดโตขึ้นและสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง ซึ่งคงอยู่นาน 5-6 วัน กว่าจะจางหายไปหมดจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ บางครั้งจะพบผิวหนังลอกเป็นขุย

นายแพทย์ศรายุธ แนะนำว่าสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเด็กทุกคนคือ ควรไปรับวัคซีนป้องกันโรคหัด คือฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 9-12 เดือน และกระตุ้นเมื่อเริ่มชั้นประถม 1 หรืออายุ 6 ขวบ  สำหรับเด็กที่เป็นโรคหัด คือ อาการแทรกซ้อนมากมายที่อาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้บ่อยเพราะไวรัสหัดทำ ให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ป่วยต่ำลง  จึงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงตามมา เช่น ปอดบวม อุจจาระร่วง วัณโรคกำเริบ สมองและหูชั้นกลางอักเสบ บางคนตับอักเสบ โดยเฉพาะผู้เสี่ยงสูงคือเด็กเล็กและผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนการดูแลรักษาโรคหัดควรไปตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อรักษาตามอาการ นอนพัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าไข้สูงมากให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว

 ข้อความสำคัญ  “โรคหัดป้องกันได้   โดยให้ลูกหลานฉีดวัคซีน”

กรมควบคุมโรค โดย สคร.7 รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้                                                                           

ศุภวัจน์  ศรีสูงเนิน / ข่าว

ศิริวรรณ ชุมนุม  ตรวจ/อนุมัติ