สคร.7 แนะแม่ลูกอ่อนป้องกันลูกจากโรคปอดบวมและมือเท้าปาก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

นายแพทย์ศรายุธ อุตตมางคพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 กล่าวว่า ในวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปีได้กำหนดให้เป็นวันแม่แห่งชาติซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บทบาทที่สำคัญของแม่นอกจากจะให้กำเนิดลูกแล้ว บทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของแม่ก็คือ การเฝ้าดูแลรักษาลูกไม่ให้เจ็บป่วย ซึ่งขณะนี้สภาพอากาศในพื้นที่มีฝนตกชุกมากขึ้น อากาศเย็นลงเด็กเล็กจึงมีความเสี่ยงป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะ โรคปอดบวม และ โรคมือ เท้า ปาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องกระตุ้นให้แม่หรือผู้ดูแลเด็กทราบถึงวิธีการดูแลและป้องกันไม่ให้เด็กป่วย

นายแพทย์ศรายุธ กล่าวต่อว่า โรคปอดบวม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจจนเกิดอาการอักเสบบริเวณเนื้อปอดและหลอดลม จัดเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็กที่รุนแรงและเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยและทั่วโลก บางครั้งอาจทำให้เกิดความพิการ และหากป่วยรุนแรงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะป่วยด้วยโรคปอด บวมมากในช่วงฤดูฝน หรือปลายฝนต้นหนาว พบว่าปีหนึ่งๆ มีเด็กทั่วโลกกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม หรือผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตจากโรคปอดบวม 1 คน ทุก 15 วินาที สำหรับประเทศไทยในแต่ละปีมีเด็กอายุ ต่ำกว่า 5 ปี ที่ป่วยเป็นโรคปอดบวมกว่า 1 แสนคนและเสียชีวิตกว่า 100 คน เด็กที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคนี้ คือ • เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี • เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย เด็กคลอดก่อนกำหนด • เด็กที่มีภาวะทุโภชนาการ • เด็กที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางสมอง • เด็กที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำหรืออยู่ในชุมชนแออัด สุขาภิบาลไม่ดี • เด็กที่ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลรอบข้าง • เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีจำนวนเด็กมาก ๆ

ส่วน โรคมือ เท้า และปาก เกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้ หรือ เอนเทอโรไวรัสหลายชนิด (Enterovirus) พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคเกิดประปรายตลอดปีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งมักเย็นและชื้น โรคนี้ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและหายได้เอง ผู้ป่วยจะป่วยนานประมาณ 7- 10 วัน เนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ จึงใช้การรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น การใช้ยาลดไข้ ยาแก้ปวดยาทาแก้ปวดในรายที่มีแผลที่ลิ้นและกระพุ้งแก้ม แต่ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัสบางชนิด เช่นเอนเทอโรไวรัส 71 อาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ จึงควรดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำอาเจียนบ่อย หอบแขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อนจากภาวะสมองอักเสบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งจะรุนแรงจนเสียชีวิตได้

ดังนั้น แม่หรือผู้ปกครองจึงมีความจำเป็นต้องทราบถึงวิธีการดูแลและป้องกันไม่ให้เด็กป่วย โดย 1. หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปอยู่ในสถานที่เสี่ยง เช่น โรงพยาบาล โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่มีคนมาชุมนุมกันหนาแน่น 2. กรณีที่เด็กป่วยมีอาการของไข้หวัด ให้หยุดเรียน พักผ่อนรักษาที่บ้านจนกว่าจะหาย 3. ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเอง ควรปรึกษาสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อให้การรักษาอย่างถูกต้อง 4. ดูแลสุขภาพเด็กให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง 5. หัดให้เด็กมีนิสัยล้างมือบ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหาร หลังจับต้องสิ่งของสกปรกและหลังจากเข้าห้องน้ำทุกครั้ง 6. ผู้ดูแลเด็กที่ป่วยมีไข้ ไอ จาม ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหรือจมูกหรือสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ นายแพทย์ศรายุธ กล่าว.

ข้อความสำคัญ  “ล้างมือบ่อยครั้ง  รับประทานอาหารครบ 5 หมู่       

กรมควบคุมโรค โดย สคร.7 รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้                                                                           

ศุภวัจน์  ศรีสูงเนิน / ข่าว

ศิริวรรณ ชุมนุม  ตรวจ/อนุมัติ