คนอุบลฯ เหลืออด! ลั่นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง หลังพบหน่วยงานรัฐอุ้มกลุ่มทุนตัวการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม

อุบลราชธานี – สถาบันพระปกเกล้าจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมภาคพลเมือง สื่อสร้างสุข จัดสะท้อนปัญหาเดินหน้าแก้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แนะภาคราชการบังคับใช้กฎหมายจริงจังกับกลุ่มทุนก่อนชาวบ้านเหลืออด

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ห้องบุษยรัตน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าจังหวัดอุบลราชธานี สภาเครือข่ายพลเมืองอุบลราชธานี สื่อสร้างสุข นักวิจัยสถาบันและภาคพลเมือง ร่วมระดมสมองหาทางออกให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองอุบลราชธานี ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต เนื่องจากการพัฒนาการลงทุนอย่างไร้ทิศทาง โดยมีการจัดเวทีระดมความเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

นายสุชัย เจริญมุขยนันท ผู้อำนวยการสื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ถามเรื่องผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้กับ ผศ.ดร.อนุชา เพียรชนะ ประธานสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผู้ทำวิจัยและติดตามการขยายตัวการปล่อยน้ำเสียลงตามแหล่งน้ำคูคลองสาธารณะ โดยระบุว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองทำให้ลำน้ำมูลน้อยที่เป็นแหล่งน้ำดิบใช้ ผลิตประปามีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากคือชั้น 4 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์วิกฤต

เพราะมีการสะสมแบคทีเรียจากการทิ้งน้ำอุจจาระ ปัสสาวะลงในท่อสาธารณะก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำ เมื่อเข้าตรวจสอบตามแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเล็ก รวมทั้งชุมชนพบเป็นตัวปัญหาปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ จึงมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ในน้ำในระดับสูง และเมื่อใช้คลอรีนเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคก่อนจ่ายน้ำให้ประชาชนใช้ คลอรีนเมื่อใช้ในปริมาณมากจะเป็นสารก่อมะเร็งในอนาคต

ผศ.ดร.อนุชาระบุต่อว่า สำหรับปัญหาของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ซึ่งก่อสร้างติดริมลำน้ำมูลน้อย และเดอะบัวโรงแรมที่พักขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างเพิ่มเติม ยังไม่สามารถให้คำตอบเรื่องระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำมูลน้อย ได้ และการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่งมีการหลีกเลี่ยงการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะมีการแบ่งซอยพื้นที่ให้ไม่เข้าข่ายต้องทำ EIA หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนการก่อสร้าง

“ทั้งหมดคือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในจังหวัดอุบลราชธานี ที่ทุกฝ่ายต้องระดมมาช่วยกันแก้ปัญหา”

ขณะที่ ผศ.ดร.สิทธา เจนศิริศักดิ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งทำการศึกษาด้านผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า การก่อสร้างโครงการต่างๆ ขณะนี้อาศัยช่องว่างที่ยังไม่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมของจังหวัด ซึ่งได้สิ้นสุดอายุใช้งานไปเมื่อปี 2554 จึงมีการก่อสร้างไปคนละทิศละทาง บางครั้งการก่อสร้างไปกีดขวางทางน้ำไหลผ่าน บางจุดมีความพยายามถมลำคลองสาธารณะ

โดยเฉพาะบริเวณถนนสายรอบเมืองในเขตตำบลแจระแม ภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาสู้ด้วยตนเอง แกนนำก็ถูกข่มขู่ฆ่าเอาชีวิต ส่วนภาครัฐก็ไม่ได้ทำอะไรเพราะอ้างแต่ระเบียบกฎหมาย

จึงต้องการให้การกำหนดผังเมืองเป็นความต้องการของประชาชน โดยคนอุบลฯ เป็นผู้กำหนดทิศทางเพื่อใช้แก้ปัญหาการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง ปัจจุบันการใช้ผังเมืองเป็นอำนาจของท้องถิ่น แต่ที่ผ่านมาท้องถิ่น ทั้งเทศบาลฯ อบต.บอกเพียงว่าไม่มีความรู้เข้าไปจัดการ

“แม้ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวม แต่ก็มีพระราชบัญญัติควบคุมการใช้อาคาร ซึ่งสามารถนำมาใช้แทนกันได้ สำหรับการทำผังเมืองแบบเฉพาะในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยยังไม่มีที่ใดนำมาใช้ เพราะการออกประกาศต้องผ่านการอนุมัติจากสภา หากไม่มีการกำหนดทิศทางการพัฒนา อนาคตจะทำให้จังหวัดประสบปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการก่อสร้างได้”

ด้านนายวิรุฬห์ ฤกษ์ธนะขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 12 อุบลราชธานี กล่าวถึงคุณภาพน้ำในลำน้ำมูลน้อยวันนี้ พบว่าต้นน้ำค่าออกซิเจนในน้ำยังมีปริมาณสูง แสดงว่าต้นน้ำไม่ใช่ปัญหาทำให้คุณภาพน้ำต่ำ แต่เมื่อสำรวจตามเส้นทางน้ำไหลมาถึงกลางและปลายน้ำค่าออกซิเจนในน้ำต่ำลง เป็นลำดับ โดยอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยระดับ 3-4 ซึ่งถือเป็นค่าน้ำในระดับเสื่อมโทรมถึงเสื่อมโทรมมาก

ส่วนสาเหตุที่ทำให้น้ำเน่าเสียมาจากหลายปัจจัย ทั้งการทำฟาร์มเลี้ยงสุกรตามลำน้ำสาขาแล้วปล่อยน้ำลงสู่ลำน้ำมูลน้อย การปล่อยน้ำเสียออกจากอาคารที่พักขนาดใหญ่ไปถึงบ้านเรือนทั่วไป และการปล่อยน้ำจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำ

การแก้ปัญหาได้เสนอให้มีการขุดลอกแม่น้ำมูลน้อยตลอดทั้งสายเพื่อใช้ แก้ปัญหาการไหลของน้ำ ช่วยยกคุณภาพน้ำในลำน้ำให้สูงขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจควบคุมโดยตรงต้อง พิจารณาการอนุญาตโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องมีระบบกำจัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำอย่างชัดเจน ไม่ใช่ให้อนุญาตอย่างเดียวแล้วไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

ขณะภาคพลเมืองเสนอว่า แม้การพัฒนาด้านเศรษฐกิจมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของจังหวัด แต่ต้องอนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่แต่เดิม พร้อมเรียกร้องให้ภาคราชการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้เกิดจากภาคราชการที่ไม่เอาจริงในการ บังคับใช้กฎหมาย ทำให้ชาวชุมชนหาดคูเดื่อ ทัพไทย ท่ากกแห่ที่อยู่ในพื้นที่ต้องลุกขึ้นมาสู้ด้วยตัวเอง และเกิดความแตกแยกในชุมชน เพราะมีทั้งฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ตอบแทนแล้วเห็นด้วย และฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วย หากภาครัฐเอาจริงกับกลุ่มทุนจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับชุมชนต่างๆ

สำหรับการจัดเวทีการจัดการตนเองกับปัญหาสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ สามารถชมเทปรายการย้อนหลังได้ที่ช่อง Sangsook วีเคเบิลทีวี โสภณเคเบิลทีวี ราชธานีเคเบิลทีวี และทางทีวีดาวเทียม Next step ช่องของดีประเทศไทย รวมทั้งสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันอุบลราชธานี FM 102.75 MHz และสถานีวิทยุ Clean radio FM 92.50 MHz อุบลราชธานีระบบของราชการทำให้ความเข้มแข็งของกลุ่มสตรี

ที่มาข่าว , ภาพ : ASTV