เด็กประชาสามัคคีเจ๋ง ปลุกหนังบักตื้อ “อาเซียน” สื่อสารคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจ และเท่าทัน

เด็กประชาสามัคคีเจ๋ง ปลุกหนังบักตื้อ “อาเซียน” สื่อสารคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจ และเท่าทัน

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ศูนย์ประสานงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชนภาคอีสาน(ศสอ.) ร่วมกับสำนักบริการวิชาการชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และเทศบาลตำบลขามใหญ่  จัดเวทีพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการใช้สื่อพื้นบ้าน(หนังบักตื้อ) เพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนร่วมกัน (สื่อต้นแบบ TVคิด Kids)  โดยใช้เนื้อหา “รู้เท่าทันอาเซียน” มีเด็ก เยาวชน ผู้นำท้องถิ่น และเครือข่ายสื่อพื้นบ้านจากจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และยโสธรเข้าร่วมกว่า 100 คน

ในช่วงเช้ามีการเปิดเวทีความร่วมมือโดย นายภาคิน มูลจันดา รองนายกเทศมนตรีตำบลขามใหญ่ ก่อนมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนะนำผู้เข้าร่วมงาน ทั้งการทำงานด้านเด็กและเยาวชน และการสืบสานวัฒนธรรมสื่อพื้นบ้าน จากนั้นจึงรับชมการแสดงหนังบักตื้อจากโรงเรียนประชาสามัคคี ในท้องเรื่อง “อาเซียน” ซึ่งเป็นครั้งแรกของน้องๆ ที่ร่วมกันแสดง ได้สื่อสารความรู้ความเข้าใจที่ตนเองมีต่อเรื่องอาเซียน ในมิติ ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตแต่ละประเทศ ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจากการค้นคว้า และพัฒนาบทร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา

นายชื่น ศรีสวัสดิ์ นักวิชาการ และผู้อำนวยการ ศสอ.กล่าวว่า จากการทำวิจัยเรื่องหนังบักตื้อ : มหรสพคุณธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาอีสาน พบว่า “หนังบักตื้อ” เป็นศิลปะการแสดงประเภทหนังเงาที่มีพื้นฐานมาจากอินเดีย ผ่านมาทางภาคใต้ของไทย เรียกว่า “หนังตะลุง” เข้ามาที่อยุธยา กรุงเทพมหานคร และเข้ามาสู่ภาคอีสานโดยเข้ามาที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นแห่งแรก ประมาณปี พ.ศ.2469 ซึ่งเรียกว่า “หนังประโมทัยบ้าง ประโมทัยบ้าง หนังบักตื้อบ้าง หนังบักป่องบ้าง หนังบักแก้วบ้าง”ตามชื่อตัวตลกที่สำคัญ

“เมื่อหนังบักตื้อเข้ามาในอีสานแล้ว ได้มีการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งมีศิลปะการแสดงหมอลำเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนทั้งเรื่องที่แสดง ดนตรีประกอบการแสดง ภาษาที่ใช้ในการพากย์ และการเดินเรื่อง ภาษาที่ใช้พากย์  จากภาษาไทยเป็นภาษาอีสาน จะเป็นภาษาไทย คือ ตัวพระเอก นางเอก ภาษาไต้ ตัวปลัดตื้อ ส่วนตัวประกอบจะเป็นภาษาอีสาน” นายชื่น กล่าว

ในช่วงท้ายของเวที มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์หนังบักตื้อและข้อคิดเห็นต่อการแสดงของลูกหลาน โดยมีอาจารย์จากคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปราชญ์ชาวบ้าน และพ่อครู แม่ครูจากคณะหนังบักตื้อน้ำปลีกบันเทิงศิลป์ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ คณะเพชรโพนทัน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร และคณะ ส.ดำรงศิลป์ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่ง 3 คณะถือเป็นต้นแบบครูภูมิปัญญาหนังบักตื้อ ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

นายสุข ประกอบแสง หัวหน้าคณะหนังเพชรโพนทัน กล่าวว่า ศิลปะหนังบักตื้อมีจุดเด่นของการแสดง คือ การเชิด และการพากย์ ซึ่งบางคณะคนเชิดและคนพากย์เป็นคนเดียวกัน แต่บางคณะอาจเป็นคนละคน ส่วนวงดนตรีก็ถือว่าสำคัญเพราะช่วยสร้างจังหวะความเร้าใจในการดำเนินเรื่อง เครื่องดนตรีที่ใช้หลักๆมี พิณ แคน กลอง ฉิ่งฉาบ

“การแสดงในวันนี้ของลูกหลานทำได้ดี แต่ถ้าเพิ่มบทร้อง ควบคู่กับบทลำ จะทำให้การแสดงมีอรรถรสมากกว่านี้ ที่สำคัญผู้ควบคุมวงทำหน้าที่ได้ดีมาก สามารถลำดับเรื่อง ร้อยเรียงน่าสนใจ”นายสุข กล่าว

ทางด้านนายสิทธิ กลมเกลียว หัวหน้าคณะปลีกบันเทิงศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่าว่า การแสดงของโรงเรียนประชาสามัคคีทำได้ดี แต่อยากเสนอให้พัฒนาท่าทางการเชิด ไม่ให้ตัวหนังลอยจากขอบเวที และควรเพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรมสอดแทรกในบทขับร้อง

สำหรับกลุ่มเยาวชน คนทำหนัง และกลุ่มสภาเด็กและเยาวชน เทศบาลตำบลขามใหญ่ ได้ร่วมกันสรุปบทเรียนร่วมกันในสิ่งที่ได้เรียนรู้ และสิ่งที่ทำได้ดี ซึ่งเยาวชนร่วมกันสะท้อนว่า “หนังบักตื้อเป็นสื่อกลางที่ดี ในการเรียนรู้ ภาษา วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และหนังบักตื้อทำให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการทำงานบริการสังคมมากขึ้น ส่งผลให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก สนุกสนานกับการเรียนรู้ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์” ส่วนสิ่งที่ต้องปรับปรุงคือเทคนิคการนำเสนอให้น่าสนใจสำหรับวัยรุ่น และเนื้อหาเกี่ยวกับอาเซียน ที่ควรให้หุ่นใส่ชุดประจำชาตินั้น ๆพร้อมทั้งเจาะลึกวิถีชีวิต บทเพลงของชาตินั้น ๆ มาขับร้องประกอบด้วย

จากข้อสรุปช่วงท้ายของเวทีทำให้พบว่า สิ่งที่ท้ายความอยู่รอดของสื่อพื้นบ้านเล็ก ๆ คือ วัฒนธรรม สมัยใหม่ และเทคโนโลยี ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ศิลปะการแสดงแบบใหม่ได้เข้ามาแทนที่การที่มีหนังหนังบักตื้อเหลืออยู่เหล่านี้ ได้มีการพัฒนารูปแบบการแสดง ให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชนภาคอีสาน ข้อเสนอจากเวทีที่สำคัญจึงเห็นควรรีบควรส่งเสริมให้หนังบักตื้อทำหน้าที่เป็นสื่อในการอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งที่ดีงาม ให้กับลูกหลาน เยาวชนคนรุ่นใหม่ต่อไป