สสจ.อุบลฯเตือนระวังรับประทานเห็ดพิษ อาจถึงตายได้

สสจ.อุบลฯเตือนระวังรับประทานเห็ดพิษ อาจถึงตายได้                                                                                                                   

นายแพทย์สุรพร  ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายนของทุกปี จะพบผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ เห็ดตับเต่าบางชนิด เห็ดระโงกหิน เห็ดสมองวัว  เห็ดน้ำหมึก  เห็ดหิ่งห้อยและเห็ดเกล็ดดาว เป็นต้น โดยเฉพาะเห็ดที่มีพิษรุนแรงถึงชีวิต  จากสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชตระกูลเห็ด ทำให้มีเห็ดป่าหลายชนิดที่เติบโตในสภาพธรรมชาติ ทั้งที่ชนิดที่รับประทานได้และ    เห็ดพิษ ประกอบกับคนไทยนิยมบริโภคเห็ดเนื่องจากเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยในแต่ละปีจะมีชาวบ้านนิยมรับประทานเห็ด ทั้งที่ซื้อตามตลาดและหาจากป่า จึงมักปรากฏข่าวและมีรายงานว่าพบผู้ป่วยหรือเสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษอยู่เป็นประจำ จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 –  20 มิถุนายน 2556 ) พบผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ  จำนวน450 ราย  ยังไม่มีผู้เสียชีวิต  สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี พบผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ จำนวน 56 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต พบมากที่สุดที่อำเภอตระการพืชผล จำนวน 17 ราย อำเภอบุณฑริก 8 ราย และอำเภอเดชอุดม จำนวน 8 ราย ตามลำดับ

นายแพทย์สุรพร กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ในปี   2556 และระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556ที่ผ่านมา จังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษ  แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ วิธีการบริโภคเห็ดอย่างปลอดภัย สามารถปฏิบัติได้ ดังนี้ ประการแรก อย่ารับประทานเห็ดที่สงสัย ไม่รู้จัก และไม่แน่ใจ ควรรับประทานเฉพาะเห็ดที่แน่ใจเท่านั้น ประการที่ 2 การรับประทานอาหารที่ประกอบขึ้นด้วยเห็ด ควรรับประทานแต่พอควร อย่ารับประทานจนอิ่มมากเกินไป เพราะเห็ดเป็นอาหารที่ย่อยยาก อาจจะทำให้ผู้มีระบบย่อยอาหารที่อ่อนแอเกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ ประการที่ 3 อย่ารับประทานอาหารที่ปรุงขึ้นสุกๆดิบๆ หรือเห็ดดิบดอง เพราะเห็ดบางชนิดยังจะมีพิษอย่างอ่อนเหลืออยู่ ผู้รับประทานจะไม่รู้สึกตัวว่ามีพิษ จนเมื่อรับประทานหลายครั้งก็สะสมพิษมากขึ้น และเป็นพิษร้ายแรงถึงกับเสียชีวิตภายหลัง

๔.ผู้ที่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับเห็ดบางชนิด หรือกับเห็ดทั้งหมด ซึ่งถ้ารับประทานเห็ดเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดอาการเบื่อเมา หรืออาหารเป็นพิษ จึงควรระมัดระวัง หรือหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ด

๕.ระมัดระวังอย่ารับประทานเห็ดพร้อมดื่มสุรา เพราะเห็ดบางชนิดจะเกิดพิษทันที ถ้าหากดื่มสุราหลังจากรับประทานเห็ดแล้วภายใน ๔๘ ชั่วโมง เช่น เห็ดหิ่งห้อย เห็ดน้ำหมึกหรือเห็ดถั่ว แม้แต่เห็ดพิษอื่นทั่วไป หาดื่มสุรา   เข้าไปด้วย ก็จะเป็นการช่วยให้พิษกระจายได้รวดเร็วและรุนแรงขึ้นอีก

       นพ.สุรพรกล่าวในตอนท้ายว่า ทุกวันนี้ยังประชาชนที่มีความเชื่อแบบเดิม เช่น ถ้านำน้ำต้มเห็ดมาแตะกับช้อนเงินแล้วเป็นสีดำแสดงว่าเป็นเห็ดพิษ หากเป็นเห็ดเมาเมื่อใส่หัวหอมจะเป็นสีดำ เห็ดที่มีสีสวยเท่านั้นจะเป็นเห็ดพิษ หรือเห็ดที่มีแมลงกัดกินย่อมรับประทานได้ แท้จริงแล้ววิธีการทดสอบเห็ดพิษและความเชื่อเหล่านั้นไม่เป็นจริงเสมอไป อาจผิดพลาดได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังพิเศษที่พึงตระหนัก คือ เห็ดที่ไม่มีพิษ แต่เกิดในบริเวณที่มีสารเคมีรั่วไหลหรือปนเปื้อนอยู่ ก็มีโอกาสเป็นเห็ดพิษได้ หรือเห็ดที่มีรูปร่างลักษณะภายนอกเหมือนกัน เกิดในที่เดียวกัน แท้จริงแล้วอาจเป็นเห็ดคนละชนิดกันก็ได้ กล่าวโดยสรุปก็คือ แม้จะเป็นเห็ดที่แน่ใจว่ารู้จัก เคยรับประทานแล้วปลอดภัย ไม่ใช่เห็ดพิษ แต่สุดท้ายอาจกลายเป็นเห็ดพิษได้เพราะรูปร่างลักษณะของเห็ดคล้ายกันจนไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นหรือไม่เป็นเห็ดพิษ  ดังนั้น จึงขอเตือนประชาชนให้มีความระมัดระวังในการรับประทานเห็ดตลอดฤดูฝนนี้ และหากพบเห็นผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเห็ด ควรพยายามให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเห็ดออกมาให้หมด โดยการล้วงคอหรือกรอกด้วยไข่ขาว แล้วนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที พร้อมนำเห็ดที่รับประทานส่งไปด้วย เพื่อแพทย์จะได้ตรวจและรักษาอย่างถูกต้องต่อไป หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี โทร.๐๔๕-๒๖๒๖๙๒-๘

ฤดูฝนนี้ ขอให้ทุกท่านรับประทานเห็ดอย่างปลอดภัย ได้คุณค่า และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

รสสุคนธ์  มณฑา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ