สพร.จับมือม.อุบลฯรุกคืบร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ย่างก้าวสู่ AEC

สพร.จับมือม.อุบลฯรุกคืบร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ย่างก้าวสู่ AEC

นายธัชชยุติ  ภักดี เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชา นำคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รองศาสตราจารย์  ดร.อดุลย์ อภินันทร์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรพงษ์ วัฒนกูลคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วสุ อมฤตสุทธิ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  และ คณะผู้บริหาร สำนักงานพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ (สพร.) เข้าร่วมการหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการระหว่างราชอาณาจักรไทยและกัมพูชา ณ มหาวิทยาลัยพระตะบอง โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ร่วมหารือในครั้งนี้ด้วย เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา

รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรพงษ์ วัฒนกูล คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  กล่าวว่า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  และสำนักงานพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศ  ได้เข้าสำรวจชายแดนกัมพูชา เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการเชื่อมโยงการคมนาคม ไทย – กัมพูชา รวมทั้งสำรวจโครงการปรับปรุงไม้ผล  ซึ่งเอกอัครราชทูตไทยในกัมพูชา ท่านธัชชยุติ  ภักดี และรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ มอบหมายให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  โดยคณะเกษตรศาสตร์ เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือพัฒนาพื้นที่ ๓ จังหวัด คือ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดเสียมราฐ พร้อมรับทราบข้อมูลการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันทั้งสองประเทศ ของพื้นที่ชายแดน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีช่วยพัฒนาโครงการเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยพระตะบอง  ในข้อตกลงเบื้องต้น พัฒนาในด้านการเกษตร โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนมหาวิทยาลัยบันเตียเมียนเจย จะมีการพัฒนาทางด้านภาษา และจังหวัดเสียมราฐ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธม  เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ของกัมพูชา   ในการพัฒนาส่งเสริมการปลูกไม้ผลและการทำไม้ผลและพืชผัก เพื่อส่งในจังหวัดเสียมราฐ เพราะมีโรงแรมระดับ ๓-๕ ดาวจำนวนมาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนเป็นล้านเทียบเคียงได้กับจังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งมีตลาดค่อนข้างใหญ่น่าจะมีการพัฒนาได้ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ก็พยายามกลับมาเพื่อพัฒนาโครงการให้แล้วเสร็จ เพื่อเสนอกระทรวงการต่างประเทศ นำไปเสนอให้กับรัฐบาลของกัมพูชา เพื่อที่จะพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน  นั่นก็คือนโยบายของรัฐบาลซึ่งส่งต่อมาให้มหาวิทยาลัย และ กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นมหาวิทยาลัยอยู่ในเขตชายแดนซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนา พื้นที่ชายแดนได้ ซึ่งเห็นจากที่ผ่านมามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีสามารถพัฒนา พื้นที่ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  พัฒนามหาวิทยาลัยจำปาศักดิ์ เป็นผลสำเร็จ จึงทำให้มีการขยายผลมาที่กัมพูชา 

เอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย คือ ภูมิปัญญาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ มีจุดอ่อนหลายจุด แต่ในจุดอ่อนของเราคือโอกาสที่เรามองเห็นในพื้นที่โดยรอบของลาว เขมร และไทยในเขตอีสานใต้ มหาวิทยาลัยที่แข็งแรงมากที่สุดตอนนี้ก็คือมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นั่นคือจุดแข็ง โอกาส ของเรา ที่สามารถขยายความร่วมมือไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านได้ และก็การช่วยเหลือครั้งนี้จะทำให้มีการพัฒนาตัวเราให้มีความแข็งแกร่งขึ้น ช่วยเหลือคนในแถบลุ่มน้ำโขงได้ และเตรียมพร้อมก้าวสู่ AEC