เปิดเวทีถก ปปจ.ไม่ช่วยให้กลโกงลดลง สุดท้ายแค่เสือกระดาษไม่ต่าง กกต.

อุบลราชธานี – นักวิชาการ ภาคประชาชน เยาวชนเมืองดอกบัว ร่วมแสดงความเห็น ป.ป.จ.ล้างเมืองไทยให้ปลอดทุจริตได้จริงหรือไม่ สะท้อนภาพระบบการศึกษาสอนเด็กให้ทุจริตตั้งแต่วัยเรียน ส่วนนักการเมืองก็เป็นนักโกหกหลอกลวงแต่ชาวบ้าน ไม่เชื่อมี ป.ป.จ.ทำให้การทุจริตลดลง เพราะเหมือน กกต.นั่งรอหลักฐานร้องเรียน แล้วสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์อาหารโรงแรมสุนีย์ แกรนด์แอนคอนเวนชั่นเซนเตอร์ อ.เมืองจ.อุบลราชธานี สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การ USAID ประเทศไทย จัดเสวนา “ป.ป.ช. สู่ ป.ป.จ. ล้างเมืองไทยให้สะอาด” มีตัวแทนนักวิชาการ สื่อมวลชนท้องถิ่น ภาคประชาชนที่ต่อต้านการทุจริต เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.จ.อุบลราชธานี ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอและแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา

โดยมีนักเรียนชั้นประถม มัธยมปลาย จากโรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว เทศบาลนครอุบลราชธานี และภาคประชาชนร่วมแสดงความเห็น

นายกมล หอมกลิ่น ผู้ดำเนินรายการถาม นายชาญชัย พลศรี รักษาการผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ถึงกระบวนการคัดเลือกผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็น 5 เสื้อของ ป.ป.จ.อุบลราชธานี มี 109 องค์กรเสนอตัวเข้ามาเป็นคณะกรรมการคัดสรรผู้สมัครเป็น ป.ป.จ.โดยคัดเหลือ จำนวน 10 คน จากนั้นจะส่งรายชื่อให้ ป.ป.ช.คัดเหลือ 5 คนในเดือนกรกฎาคม 2556 และทั้ง 5 คนจะเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาเรื่องราวร้องเรียนที่ถูกส่งเข้ามา

โดยกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเป็น ป.ป.จ.จะต้องถูกเปิดเผยรายละเอียดประวัติส่วนตัวให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อให้ส่งข้อมูลเข้ามาก่อนทำการคัดเลือก เพื่อป้องกันกลุ่มการเมือง หรือหน่วยงานของรัฐที่ทำทุจริต ส่งตัวแทนเข้ามาสมัครเมื่อเข้าทำหน้าที่ ป.ป.จ.ทั้ง 5 คนจะใช้วิธีการไต่สวนหาข้อมูลตามที่ได้รับแจ้งมีการทุจริตจากหน่วยงาน ประชาชนทั่วไป เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงความบริสุทธิ์ของตนเอง

จึงยอมรับว่ากระบวนดังกล่าวมีความล่าช้าผิดจากกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับข้อมูลไปใช้ดำเนินคดี

เพราะ ป.ป.จ.ได้พิจารณาหลักฐานทุกอย่างละเอียดจนพบความผิดชัดเจนแล้วจึงส่งไปให้ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีฟ้องร้องผู้กระทำผิด นายชาญชัย ยังยอมรับว่า จำนวนอัตรากำลังพลของ ป.ป.จ. กับจำนวนประชากรที่มากกว่า 1.8 ล้านคนของจังหวัด ไม่เพียงพอรับมือ แต่เจ้าหน้าที่ ป.ป.จ.ทุกคนมีความตั้งใจพร้อมเห็นว่าอนาคตควรมีการเพิ่มอำนาจ ป.ป.จ.ให้มากขึ้น เพราะทำให้เกิดการคล่องตัวในการทำงาน

ขณะที่ น.ส.เพียงกมล มานะรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งมีบทบาทสร้างเครือข่ายพลเมืองติดตามการทุจริตในภาครัฐ หรือโครงการสร้างธรรมาภิบาลภาคพลเมือง ซึ่งบางเรื่องทำในเชิงงานวิจัยแต่ไม่ได้รับความร่วมมือ แม้บางหน่วยงานจะยังไม่เกิดการทุจริต แต่หน่วยงานมองว่าเป็นการมาจับผิดสำหรับหน่วยงานที่อยู่ในข่ายทำทุจริตอยู่ แล้ว

จึงได้รับการต่อต้านต้องใช้เวลาเข้าไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ พร้อมเสนอให้ ป.ป.ช. และ ป.ป.จ.เป็นเครื่องมือของประชาชน และยืนอยู่ข้างประชาชนในจังหวัดอย่าทำงานตามแบบฉบับของราชการเพราะจะไม่ต่าง จากหน่วยงานราชการที่มีเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งเท่านั้น และเมื่อประชาชนเข้าตรวจสอบพบการทุจริต ป.ป.จ.ต้องเร่งทำงานให้กระชับรวดเร็ว เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้นานออกไปประชาชนยิ่งอ่อนแรง

จึงต้องลดขั้นตอนตรวจสอบการทำทุจริตเพื่อให้เห็นประจักษ์ สร้างความศรัทธาความเชื่อมั่นให้เกิดในกลุ่มประชาชนจึงได้การยอมรับ

นายสงวน ศรีชนะ สมาชิกสภาตำบลทรายมูล อ.พิบูมังสาหาร ซึ่งต้องสู้กับการทุจริตงบประมาณพัฒนาในตำบลทรายมูล กระทั่งทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารสภาตำบลต้องติดคุกกล่าวว่า ไม่ตั้งใจทำร้ายใคร แต่พบการใช้จ่ายงบประมาณพัฒนาท้องถิ่นแบบล้างผลาญไม่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน จึงนำเรื่องปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก่อนตัดสินใจร่วมกันตรวจสอบ และพบการทุจริตเป็นเงินหลายแสนบาท จึงทำเรื่องส่งไปให้ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบกระทั่งนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดจำนวน หลายคน

“การทำครั้งนั้น เพราะคิดว่าหากไม่หยุดกระบวนการทุจริตเงินงบประมาณจะเกิดการทุจริตมากขึ้น และเกิดผลเสียต่อการพัฒนาท้องถิ่น มีผลต่ออนาคตลูกหลาน” ด้านนายพิเชษฐ์ ทาบุตดา หรือดีเจต้อย กล่าวว่า “สื่อมวลชนวิทยุท้องถิ่นวิพากษ์การทุจริตของประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก สาเหตุเกิดจากพ่อ แม่ ครูอาจารย์ไม่อบรมสั่งสอนเด็กเมื่อโตไปทำงานเห็นการทำทุจริตได้เป็นเรื่องดี จึงติดเป็นนิสัยเมื่อเข้ามาเป็นนักการเมืองก็พูดจาหลอกแต่ชาวบ้าน” นายสงวนกล่าวและว่า

ขณะนี้นักการเมืองสนใจแต่โครงการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท แต่ไม่สนใจชาวบ้าน จังหวัดอุบลราชธานี มี 25 อำเภอ แต่นายอำเภอ 24 อำเภอ ถูกตรวจสอบทำทุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ถูก ป.ป.ช.ตั้งกรรมการสอบ เมืองไทยอยู่ในยุคที่มีการทุจริตตั้งแต่ระดับบนลงมาถึงล่าง ตั้งแต่รัฐบาลถึง อบจ.ลามไปถึงตำบล

อนาคตเชื่อว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบติดตามการทุจริตในระดับ ตำบลด้วยพร้อมเห็นว่าการคัดเลือกผู้เข้าไปเป็น ป.ป.จ.ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิปริญญาตรี หรือปริญญาโท เอาชาวบ้านธรรมดาที่ตั้งใจจริงก็ได้ เพราะเหมือนคณะกรรมการ กกต.มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา สุดท้ายนั่งรอรับการร้องเรียนจากชาวบ้านไม่ยอมทำงาน

บางครั้งก็เป็นผู้สร้างความหวาดกลัวให้ผู้เข้ามาป็นพยานเสียเอง ขณะที่ภาคประชาชนและนักเรียนนักศึกษาที่เข้าร่วมฟังการเสวนาแสดงความเห็น ปัจจุบันเมื่อเรียนจบต้องจ้างตัวเองเข้าไปทำงานราชการคนละ 4-5 แสนบาท จึงไม่โทษ อบจ. เทศบาล หรือ อบต. เพราะมันเกิดขึ้นทั้งระบบแต่เสนอว่าควรต้องล้างประเทศไทยให้สะอาดเสียที เพื่อให้ประเทศอยู่รอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน

ส่วนกลุ่มต่อต้านการรื้อฟุตปาธทางเท้าเทศบาลนครอุบลราชธานี สะท้อนว่าต่อสู้การทุจริตเชิงนโยบายมาหลายปี ต้องลงทุนไปฟ้องร้องกับศาลปกครองเอง เมื่อศาลมีคำสั่งให้เทศบาลคืนฟุตปาธทางเท้าให้ประชาชน แต่เทศบาลไม่ยอมทำตามคำพิพากษาต้องลงทุนไปยื่นเรื่องขอบังคับคดีด้วยตนเองจน ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า

จึงไม่เชื่อกระบวนการจับทุจริตในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง

ขณะที่กลุ่มเด็ก และเยาวชนระบุว่า มาตรฐานการศึกษาปัจจุบันสอนให้รู้จักโกงตั้งแต่เด็กเพราะนักเรียนบ้านนอก หลังเลิกเรียนไปจับหอยจับปูจับปลามากิน แต่เด็กนักเรียนในเมืองเรียนกวดวิชา แล้วจะให้ความรู้เท่ากันได้อย่างไร จึงเป็นการสร้างความหนักใจให้แก่เด็กต้องรู้จักโกงตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียน เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

สำหรับบทการเสวนาครั้งนี้ สามารถชมเทปบันทึกภาพย้อนหลังได้ที่สร้างสุขแชนแนลซึ่งออกอากาศทางวีเคเบิล ทีวี sangsook.net โสภณเคเบิลทีวี ราชธานีเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม nextstep ช่องของดีประเทศไทย รายการวิทยุร่วมด้วยช่วยกันอุบลราชธานี FM 102.75Mhz และ Cleanradio92.5Mhz อุบลราชธานี

ข่าว , ภาพ : ASTV