“ตอมสตึงเสนง”เมืองสุรินทร์

ชาวชุมชนร่วมวิจัยการปรับใช้วัฒนธรรมเขมร จัดกิจกรรม “ตอม” โดยละเว้นจากงานส่วนตัวเพื่อมาช่วยงานส่วนรวม ด้วยการอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนงชาวชุมชนร่วมวิจัยการปรับใช้วัฒนธรรมเขมร จัดกิจกรรม “ตอม” โดยละเว้นจากงานส่วนตัวเพื่อมาช่วยงานส่วนรวม ด้วยการอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนง พร้อมจัดนิทรรศการ เปิดเวทีเสวนาหาทางแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำท่าม กลางวิกฤติในปัจจุบัน ด้านรองผู้ว่าฯ ไม่สนคนร่วมงานน้อย เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ตามที่เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำห้วยเสนง ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จังหวัดสุรินทร์ ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย(สกว.) ร่วมกับองค์กรภาคีจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดกิจกรรม “บอกตอมสตึงเสนง” ในงานศิลป์ในสวน ครั้งที่ ๖ ขึ้น ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ หรือสวนใหม่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยมีนายพิภพ ดำทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ การตอม คือ การละเว้นจากงานส่วนตัว แล้วไปทำงานส่วนรวม เป็นการปรับประยุกต์วัฒนธรรมเขมรมาใช้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำห้วยเสนง ซึ่งค้นพบจากการวิจัยของเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำห้วยเสนง นำโดยนายหัตถศึกษา สัญจรดี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา หัวหน้าชุดโครงการวิจัย การตอมที่จะจัดขึ้นในวันที่ ๕, ๘ และ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๔ ที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายลุ่มน้ำห้วยเสนง ซึ่งเป็นลำห้วยที่ไหลผ่าน ๓ อำเภอ ในจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ อำเภอปราสาท กาบเชิง และอำเภอเมือง

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว “โคราชคนอีสาน” ได้รับรายงานในเบื้องต้นว่า เลขานุการของนายพิภพ ดำทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ตำหนิงานตอมสตึงเสนงสุรินทร์คนมาร่วมน้อย ขณะที่รองผู้ว่าฯ บอกว่าต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ จึงติดต่อไปยังรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้ชี้แจงในเรื่องดังกล่าว

นายพิภพ ดำทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” ว่า คำกล่าวที่ว่าเน้นคุณภาพมากว่าปริมาณ คือ ต้องการให้กำลังใจผู้จัดงาน ไม่ว่าจะมีปริมาณคนมากหรือน้อยก็ตามหากทำด้วยความตั้งใจ ผลงานก็จะออกมาได้สำเร็จเป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นงานที่ดีสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนได้ เพราะโครงการมีเจตนาที่ดี การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของจังหวัด คือ การดูแลความสะอาดของบ้านเมือง ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม เนื่องจากเกิดพายุฝนก่อนวันเปิดงานอาจทำให้ส่งผลต่อความพร้อมในการจัดงาน ส่วนเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องช่วยกันทุกคน เพราะทุกวันนี้ต่างก็มีภัยธรรมชาติมากมาย ดังนั้น จึงไม่ควรรบกวนหรือไม่ทำลายธรรมชาติ

ด้านนายหัตถศึกษา สัญจรดี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าชุดโครงการวิจัย กล่าวว่า ทำการวิจัยเกี่ยวกับคนในชุมชนเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากวัฒนธรรมที่มีมาในอดีต เมื่อถึงกับเดือนเมษายนทุกคนก็จะละเว้นจากงานส่วนตัวของตน แล้วมาช่วยกันทำงานแก่ชุมชน เช่น การไปช่วยวัดเลื่อยไม้สร้างศาลาวัด เป็นต้น ห้วยเสนงถือเป็นทรัพยากรน้ำที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์ ต้องการให้ช่วยกันอนุรักษ์ อีกทั้งยังเป็นเขตพื้นที่อภัยทาน โดยให้ความสำคัญของการใช้น้ำ เพราะห้วยเสนงมีความสำคัญมากต่อการเกษตร มุ่งหวังการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติริมห้วย

ขณะที่นายอภินันท์ บุญทอน ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสุรินทร์ กล่าวถึงบรรยากาศภายในงานว่า มีทีมนักวิจัยชุมชนประมาณ ๑๐ โครงการ มาร่วมกันที่งานตอมในเมือง โดยงานตอมเริ่มตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งช่วงก่อนหน้านั้นเป็นการบอกตอมตั้งแต่วันที่ ๒๗ –๓๐ มีนาคม ๒๕๕๔ แล้วก็มาช่วยกันตอมที่ตำบลตาเบาวันที่ ๕ ต่อมาวันที่ ๘ จะมาตอมในเมือง และวันที่ ๑๑ จะตอมกันที่อำเภอปราสาท ตำบลหนองใหญ่ ต่อไปวันที่ ๑๘ ก็จะตอมกันที่บ้านโคกบึง อำเภอกาบเชิง โดยจะปรับเนื้อหาที่สำคัญหรือทีมนักวิจัยสนใจ มาเสวนาเรื่องแนวทางการจัดทำข้อบัญญัติด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยมีนักวิชาการป่าไม้ของจังหวัดอุบลราชธานีมาเป็นวิทยากรเพื่อให้ความรู้แก่คนในชุมชน และมีตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยนักวิจัยจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

นายอภินันท์ กล่าวต่อไปว่า สาระสำคัญของการเสวนาในครั้งนี้ คือเรื่องของคนในชุมชนที่ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางของปัญหาและการแก้ไข รวมทั้งข้อบัญญัติท้องถิ่น ที่มีองค์กรอีกหลายแห่งยังไม่ได้ขับเคลื่อน ขณะที่บางองค์กรก็พัฒนาไปมาก จึงส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนเรื่องการทำมาหากินและการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำห้วยเสนง โดยในวันนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ ๑๔๕ คน ซึ่งประชาชนต่างก็เดินทางมาเพื่อจัดแสดงนิทรรศการ รวมถึงงานที่เคยศึกษาวิจัยก็นำมาเสนอ เช่น พืชผัก พันธุ์ไม้ในป่า ความภูมิใจในความรู้และชาติพันธุ์

นายอภินันท์ กล่าวอีกว่า กิจกรรม “ตอม” เกิดจากข้อค้นพบในงานวิจัยของคนในชุมชน ที่มีโครงการได้ศึกษาวิจัย เรื่อง แนวทางการปรับใช้วัฒนธรรมเขมร เพื่อที่จะใช้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติห้วยเสนง โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยท้องถิ่น แล้วได้ทำมา ๒ ปี ซึ่งพบว่า แคแจ๊ด หรือเดือนเมษายน ตามวัฒนธรรมของเขมรจะเป็นช่วงตอม ซึ่งก่อนที่จะผ่านประเพณีปีใหม่ก็ให้ละเว้นจากการทำงานส่วนตัวแล้วไปพัฒนาทำงานส่วนรวม ทำการละเล่นร่วมกันกับคนในครอบครัวและคนในชุมชน ทางทีมวิจัยจึงเล็งเห็นว่าท่ามกลางวิกฤติทางทรัพยากร ช่วงตอมจึงควรมาช่วยกันบูรณะเพื่อปรับปรุงและรักษาทรัพยากร ลำห้วย หรือว่าป่าไม้ จึงเกิดเป็นกิจกรรมตอมสตึงเสนง โดยสตึง หมายถึง ลำห้วย

“น้ำห้วยเสนงเปรียบดังเส้นเลือดใหญ่ของจังหวัดสุรินทร์ มีผู้คนเข้ามาเกี่ยวพันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สภาพปัญหาของห้วยเสนงก็จะแตกต่างกันออกไปตามบริบทของภูมิประเทศ เช่น ช่วงต้นน้ำจะอยู่แถวอำเภอกาบเชิง เทือกเขาพนมดงรัก ช่วงชายแดนเขมร แล้วจะไหลลงสู่อำเภอปราสาท ช่วงต้นน้ำจะมีปัญหาเรื่องการบุกรุกทำลายต้นไม้ และปัญหาสารเคมีที่ทำการเกษตรไหลลงสู่แหล่งน้ำ เมื่อถึงช่วงกลางน้ำสภาพแหล่งน้ำก็ตื้นเขินและถูกบุกรุกทำลายสภาพพันธุ์ปลา ซึ่งเป็นช่วงกลางที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง โดยคนทั่วไปก็จะรู้จักห้วยเสนงว่าเป็นอ่างเก็บน้ำ เมื่อน้ำส่งจากอ่างและเข้าสู่คลองชลประทานจึงเป็นน้ำประปา แล้วก็เข้าสู่ตัวเมือง โดยในส่วนนี้จะประสบปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย มีการปล่อยน้ำจากอาคารบ้านเรือน ขณะที่คนในชุมชนที่อยู่ติดริมห้วย ก็ใช้ประโยชน์จากน้ำ ใช้ในเรื่องประปาและเรื่องการประมง และใช้ในเรื่องการปลูกพืชซึ่งจะเป็นพวกพืชสมุนไพรริมน้ำ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ตามริมห้วยประสบปัญหาดังกล่าว จากนั้นจึงได้เริ่มปรึกษาหารือกันและทำการวิจัยท้องถิ่น วิจัยชุมชน ศึกษาค้นคว้าข้อมูล เพื่อให้คนในเมืองสุรินทร์รับรู้” นายอภินันท์ กล่าว และว่า

“ในการเปิดเวทีครั้งนี้เพื่อเสนอสถานการณ์ปัญหาว่า ในแต่พื้นที่มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป และพยายามที่จะนำเสนอเรื่องทางออก เช่น ช่วงปลายน้ำได้มีการนำเสนอว่า ควรปรับน้ำเสียด้วยระบบนิเวศ การบำบัดน้ำก่อนปล่อย และมีการผสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับประเด็นปัญหากลางน้ำโดยให้ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ป่าริมน้ำ หรือว่าทำเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศริมน้ำ ให้คนในชุมชนได้ใช้พื้นที่เรียนรู้ บางชุมชนก็เสนอการสร้างเกี่ยวกับอันลวงหรือแหล่งเพาะพันธุ์ปลา อันลวงเป็นภาษาท้องถิ่น แปลว่า วังปลาหรือแหล่งที่อยู่อาศัยของปลา โดยเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ปลา”

ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสุรินทร์ กล่าวถึงกิจกรรมตอมสตึงเสนงว่า จัดขึ้นมาแล้ว ๒ ปี ซึ่งในปีที่ ๓ นี้ มีความมุ่งหวังที่จะขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ โดยในปีแรกได้เริ่มต้นโครงการที่องค์การบริหารส่วนตำบลตาเบา และในปีที่สองก็ขยายไปให้มากขึ้น และปีที่สามก็พยายามข้ามพื้นที่ตำบลมายังในเมืองเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนเมือง และก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของสถานศึกษา หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ประเด็นปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ภาคอีสาน ก็ไม่ต่างจากห้วยเสนงมากนัก เพราะบทเรียนที่เกิดขึ้นกับห้วยเสนง ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้านำปัญหากลับไปสู่การพัฒนาเรียกว่าข้อบัญญัติหรือข้อตกลงร่วมกัน สังคมจะดีขึ้น คาดว่าเป็นมาตรการอันดีที่จะแก้ไข ดูแลรักษาทรัพยากรร่วมกันอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคชนบท

“โดยในพื้นที่อื่นก็ควรจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวด้วยเช่นกัน เนื่องจากปกติเวลาที่จะบริหารจัดการน้ำก็มักจะมองไปที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ขณะที่ลุ่มน้ำขนาดเล็กก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากดูตัวอย่างจากห้วยเสนงจะเห็นว่าผ่านทั้งต้นน้ำ ทั้งภาคเกษตร ภาคชนบท เข้าเมือง ภาคอุตสาหกรรม และบริการต่างๆ ก็ออกมาเป็นผลผลิต โดยมีผลกระทบในเรื่องน้ำเสีย สิ่งปฏิกูล จะเห็นได้ว่ามีความสำคัญมากแก่คนทั่วๆ ไป เรื่องการดำเนินงานไม่ได้อยู่ที่ขนาดเล็กหรือใหญ่ แต่อยู่ที่คุณค่า ที่ความสำคัญซึ่งส่งผลต่อคนและทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้” ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสุรินทร์ กล่าวย้ำในท้ายสุด

Wednesday, 20 April 2011 10:54
Written by KoratDaily